มารู้จัก Business Title ของ Aimstar กันครับ

0

Posted by admin | Posted in เรียนการเริ่มธุรกิจ | Posted on 30-07-2010

ผมว่าใครหลายคนอ่ะครับรู้จักเกียรติรางวัลสำหรับนักธุรกิจ aimstarในระดับต่างๆ เป็นอย่างดี โดยหลายท่านผมว่าก็คิดว่าอย่างน้อยๆ ปีนี้อาจจะเป็นตำแหน่งที่ชื่อว่า Ruby Star เพื่อรับรายได้ต่ำๆ 100,000 บาทต่อเดือน แต่เพื่อนๆ หลายท่านรู้ป่าวครับ aimstar มีตำแหน่งทางธุรกิจหรือที่เรียกว่า Business Title ด้วย ?

หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้ งง เอ อะไรหว่า Business Title พูดง่ายๆ ก็เหมือนกับการทำธุรกิจส่วนตัว ตอนแรกธุรกิจเราอาจจะยังเล็กๆ พอองค์กรเราเติบโตขึ้นเครือข่ายผู้บริโภคเราก็จะใหญ่ขึ้นตามไปด้วย ถ้าจะเรียกให้ถูกจริงๆ นี่คือตำแหน่งในธุรกิจเลย ส่วนที่ทุกๆ คนคุ้นเคยกันอันนั้นเรียกว่า เกียรติรางวัลหรือระดับขั้นความสำเร็จที่ได้

ถามว่าอ้าวแล้ว business title เนี่ยมีดีอะไร ทำไมเราควรจะต้องให้ความสำคัญของมันด้วยหละ ผมบอกเลยว่าจริงๆ สำคัญมากๆ หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าสำคัญยังไง สำคัญมากๆ ครับเพราะจะเกี่ยวข้องกับการคำนวณรายได้ของโบนัสทีมแข็งและโบนัสทีมอ่อนเลย หุหุ เริ่มน่าสนใจแล้วช่ายป่าวครับ แล้วหลายท่านๆ ถามเอแล้วตอนนี้เราเองอ่ะมี business title อยู่หรือกับเค้าหรือป่าว สรุปมีครับก็คือตำแหน่งที่ชื่อ Supervisor ไงครับ เนี่ยแล่ะคือตำแหน่งทางธุรกิจแรกของเราเลย ตำแหน่งทางธุรกิจใน aimstar มีทั้งหมด 5 ตำแหน่ง ดังนี้ครับ

1. ตำแหน่ง Supervisor หรือ SV

  • เป็นตำแหน่งที่เพื่อนๆ ทุกคนคุ้นเคยเพราะเมื่อเราทยอยบริโภคสินค้าครบ 1,000 pv เราก็จะเป็นตำแหน่งนี้โดยอัตโนมัติ ถามว่าแล้ว SV มีสิทธิประโยชน์ไรบ้าง ตำแหน่ง SV จะได้การคำนวนโบนัสทีมแข็งที่ 10% จากยอด Balance แต่ทั้งนี้ยอดโบนัสสูงสุดที่จะนำมาคำนวณรายได้โบนัสทีมอ่อนและทีมแข็งได้คือ 600,000 pv

2. ตำแหน่ง Marketing Executive หรือ ME

  • เป็นตำแหน่งที่เพื่อนๆ หลายคนอาจจะงงว่ามีด้วยหรอ การเป็น ME ไม่ยากครับมีเงื่อนไขว่าเดือนที่จะข้อปรับเป็น ME นั้นจะต้องมียอด Balance ส่วนตัวไม่ต่ำกว่า 60,000 pv และให้การสปอนเซอร์นักธุรกิจที่ยังคงสภาพ SV อยู่ไม่ต้องกว่า 3 รหัส

 

 

พาเพื่อนใหม่ไป center ครั้งแรกให้ประทับใจ >w<

6

Posted by admin | Posted in เรียนการเริ่มธุรกิจ | Posted on 22-07-2010

ช่วงนี้อาจจะไม่ค่อยได้อัพเดทสักเท่าไหร่ เพราะเนื้องานค่อนข้างเยอะอ่ะครับ ^^ แต่ต้องบอกตรงๆ ว่าฝั่งแข็งก็โตวันโตคืน อีกฝั่งนึงผมก็พยายามสร้างอยู่เหมือนกัน สู้ๆ ครับ มีหลายทานมาอ่าน blog ผมแล้วบอกว่าให้ช่วยผ่าแผนบริษัทโน้นบริษัทนี้ที ผมเรียนตรงๆ ผมไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญการผ่าแผนไรเลยสักนิดตรงข้าม ผมว่าแผนการจ่ายเงินก็เป็นส่วนนึงที่จะทำให้หลายๆ คนประสบความสำเร็จแต่คงไม่ใช่ทั้งหมด

ผมอยากให้ไอเดียแบบนี้ครับ คิดว่าธุรกิจเครือข่ายก็เหมือนงานประจำครับ เราเองก็เลือกงานที่ให้ incentive ต่างๆ ที่เราพอใจให้เงินเดือนที่เราพอใจ แต่สมมุติทำไปสัก 3 ปีแล้วมันไม่เหมือนที่คิดไว้เงินเดือนเริ่มตัน เราก็คงจะเริ่มมองหางานใหม่ๆ หรือบริษัทใหม่ๆ ที่ให้เราได้จริงป่าวครับ ธุรกิจเครือข่ายก็เหมือนกัน มีเพื่อนบางท่านทำบริษัทโน้นนี้แล้วไม่เวิค แล้วก็อยากจะลองหาบริษัทใหม่ ทุกคนก็มีเกณฑ์การเลือกที่แตกต่างกัน ทุกบริษัทมีจุดแข็งที่ต่างกัน ผมว่าเลือกที่เหมาะกับเราดีที่สุดครับ ^^

จำได้ตอนเริ่มทำใหม่ๆ ผมพาเพื่อนไป Center แรกๆ ก็ไม่ง่าย แต่ไปแล้วก็ไม่ค่อยได้อะไร เพื่อนๆ ก็หายไป พาใครไปก็หาย จนวันนึงได้มีโอกาสได้ฟังน้องอิงอิง พูดเกี่ยวกับการดูแลเพื่อนๆ สำหรับไป Center ครั้งแรก ผมเลยว่าโอ้ววว เนื้อหาส่วนนี้ดีสุดๆ อยากมาแชร์ให้เพื่อนๆ ได้รับทราบกัน

น้องอิงอิง ได้อธิบายไว้ว่า หลักเกณฑ์ในการดูแลเพื่อนที่จะมา center ครั้งแรก ไว้แบบนี้ครับ

เราเองก็ควรจะต้องตั้งใจชวนเพื่อนๆ ด้วยความจริงใจ บอกสถานที่ให้ชัดเจน ห้องไหน และที่สำคัญเริ่มกี่โมง

ก่อนเพื่อนมาควรทำไรบ้าง

  • ถ้าเป็นไปได้ควรสปอนเซอร์เพื่อนคนนี้มาก่อน จะทำให้เค้าได้รับความรู้เต็มที่เหมือนการ recheck ข้อมูลอีกรอบ
  • แต่ถ้าเพื่อนๆ ไม่ได้สปอนเซอร์มา ควรบอกไปตรงๆ เลยครับว่า aimstar ถ้าเพื่อนถามต่อควรบอกเลยก็เป็นธุรกิจเครือข่าย สำหรับผมเองไม่เคยนัดปิดใครมานะครับ ส่วนใหญ่นัดเปิดมา เพราะเคยเจอนัดปิดแล้ว =..= โดนข้อครหาว่าหลอกมาฟัง
  • บอกเพื่อนๆ อย่างคร่าวๆ ว่า จะต้องเจอไรบ้าง เช่นเนี่ยเดี๋ยวจะมีการสาธิตสินค้าด้วย แกลองดูนะเผื่อแกน่าจะสนใจตัวไหน
  • และที่ไม่ควรลืมคือโทรหา UL ซึ่งทาง UL จะได้แนะนำวิธีว่าจะทำไงดี เราเองก็ควรบอก profile เพื่อนเราให้ UL ฟังด้วย
  • สำหรับผมเลยที่ลืมไม่ได้คือ ตาราง center โดยเฉพาะคนที่ทำหน้าที่ห้อง OPP สำคัญมากๆ

พอเพื่อนมาถึง Center แล่ะ ทำไงกันดี

  • เริ่มตั้งแต่มาถึงข้างล่างเลยครับ ผมเองก็จะลงไปรับ แล้วก็จะแนะนำเพื่อน เออเนี่ย Center กลุ่มเราเอง เห็นม่ะเดินทางสะดวกมากๆ เนี่ยเดี๋ยววันนี้แกมาที่นีครั้งแรกนะ เราจะพาแกไปนั่งห้อง OPP เป็นห้องสำหรับคนที่มาครั้งแรก บรรยากาศดีสุดๆ มีรุ่นน้องเรานะที่เก่งมากๆ หลายคนจะมาเล่าเรื่องราวและประสบการณ์การทำธุรกิจ aimstar ให้แกฟัง มีการสาธิตสินค้าด้วย แถมที่สำคัญมีการพูดแผนธุรกิจให้แกฟังอีกรอบ ซึ่งตอนที่เราไปเล่าให้ฟังครั้งแรก แกอาจจะยังงงๆ หรือมีข้อสงสัยรับรองต้องเข้าใจมากขึ้นแน่นอน
  • ระหว่างเดินขึ้นมา หากผมเดินมาเจอ UL หรือ SL ที่ผมรู้จัก ผมก็จะเริ่มทำตัวเป็นสะพานครับพาไปแนะนำให้เพื่อนใหม่ผมรู้จัก อย่างน้อยๆ ผมว่าเค้าจะได้มีเพื่อนใหม่กลับบ้านไปด้วยอย่างน้อย 2-3 คน ยิ่งถ้าเดินสวนกับ UL หรือ SL ที่มี profile คล้ายๆ เพื่อนผมผมก็จะรีบทำตัวเป็นสะพานให้พวกเค้าได้รู้จักกัน
  • การทักทายก็จะเป็นการทักทายสั้นๆ ครับ เช่น เดินสวนกับ SL ที่มี Profile คล้ายๆ เค้า ก็รีบแนะนำเนี่ยแกน้อง A สุดยอดมากเลยคนนี้ เนี่ยน้องเค้าเป็นนักบัญชีเหมือนนายเลย ทำมาสักพักตอนนี้รายได้จะหลักแสนแล้ว แล้วผมก็บอกน้อง A เนี่ยพี่ B ครับเป็นเพื่อนใหม่พี่มา Center วันนี้ครั้งแรก (ไม่ควรจะให้ UL มาเคลียตอนนี้ครับ จะทำให้เพื่อนเรารู้สึกว่ามันเริ่ม หนักๆ ตั้งแต่แรกแล่ะ) A เราก็จะบอกยินดีที่ได้รู้จักครับพี่ B ยังไงเดี๋ยวอยากให้พี่ B ลองไปดูบรรยากาศห้อง OPP ดูครับ วันนี้เพื่อนผมเก่งๆ หลายคนจะมาเล่าเรื่องราว aimstar ให้พี่ฟังแบบสบายๆ แล้วผมก็จะบอกเนี่ย ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวยังไงเดี๋ยวนายจะได้มีโอกาสเจอ A อีกรอบแน่นอนก่อนกลับ
  • ว่าแล้วก็เดินเข้าไปถึงห้อง OPP เนี่ยห้องนี้แล่ะที่เราบอกไงสำหรับคนที่มาที่ center ครั้งแรก ส่วนห้องข้างๆ เป็นห้อง Training สำหรับคนที่ผ่านห้อง OPP มาแล้ว แล้วผมก็จะส่งกระดาษและปากกาที่ผมเตรียมมาให้เพื่อน พร้อมบอกว่า เออเนี่ยดีเลยแกเรามีกระดาษกับปากกามาเผื่อแก เดี๋ยวถ้าแกมีข้อสงสัยตรงไหนนะจดไว้ได้เลย เดี๋ยวเลิกไงจะได้มาเคลียกัน ที่สำคัญตอนพูดแผนการตลาดอยากให้แกลองเขียนตามที่เค้าเขียนกันดู รับรองแกจะเข้าใจเพิ่มขึ้นเยอะเลย
  • ระหว่างนั้น น้องโอ้ ที่เราจำได้ว่าเป็นคนทำหน้าที่เขียนแผนวันนี้ เดินเข้ามาในห้อง ไม่รอช้า สะพานอีกรอบ 55 น้องโอ้เนี่ยพี่ B เพื่อนใหม่พี่มา center วันนี้ครั้งแรก เนี่ย B คนนี้น้องโอ้ ทีเราเคยเล่าให้แกฟังไง สุดยอดมากๆ วันนี้น้องเค้าจะทำหน้าที่เขียนแผนในห้องนี้ เห็นว่าแกยังมีข้อสงสัย โชคดีสุดๆ แกมีไรเดี๋ยวถามน้องเค้าได้เลยนะ
  • เพื่อนๆ ลองคิดดูดิครับ เราพาไปแนะนำโอ้ไว้ คิดว่าตอนเขียนแผน สายตาน้องโอ้จะมองมาที่ใครครับ ก็คงเพื่อนเรา คิดว่าเพื่อนเรารู้สึกโอเคป่าวว่ะ โห เนี่ยคนเขียนเค้าตั้งใจพูดให้เราฟังขนาดนี้เลย ^_^
  • จากนั้นก่อนแยกย้ายตัวเรามาห้อง training ผมก็จะบอกว่า เออแก เดี๋ยวไงเลิกแล้วแกอย่าพึ่งกลับนะ จะมีการคุยกันสั้นๆ ก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน แกจะได้รู้จักเพื่อนๆ ใหม่เพิ่มด้วย โอเคนะ เดี๋ยวไงแกเลิกแล้วเรามาหาไม่ต้องห่วง
  • ถ้าเป็นไปได้รีบมองหา SL ที่เรารู้จักทำตัวเป็นสะพานแล้วฝากฝังเพื่อนเรานั่งข้างๆ เค้า เพื่อนเราจะได้รู้สึกเออมีเพื่อนนะ ไม่ได้ดูเหมือนมาคนเดียว
  • พอเลิกแล้วเราก็เดินมา พาเพื่อนไป After ถ้าวันนี้ผมว่าทำตั้งแต่ต้นมาดี ผมว่าเพื่อนๆ เรา Happy ยิ่งถ้า MC วง after ทำบรรยากาศสนุกผมว่าเค้าอยากกลับมาอยู่แล้ว หลังจาก After เสร็จ ผมก็จะรีบพาเค้าไปห้องขายสื่อ แบบ เออ แก แกว่าธุรกิจนี้ดีป่าวว่ะ เพื่อนก็บอก เออดีนะ สนุกกว่าที่คิดไว้ เราเองรีบเสริม เออดีเลยแก เดี๋ยวไงเนี่ยกลุ่มเรามีสื่อต่างๆ ให้นายลองดู สามารถนำไปใช้เริ่มต้นการทำ aimstar แบบง่ายๆ แต่ถ้านายยัง งง เหมือนมันเยอะ เดี๋ยวเราแนะนำให้ว่า CD ไหนเหมาะกับการเริ่มต้นบ้าง
  • เพื่อนซื้อสื่อเสร็จ ปุ๊บผม จะรีบพูดต่อเลยแบบบรรยากาศเพื่อนกัน นายว่าวันนี้ดีม่ะ ภาพรวม เพื่อนก็คงบอก เออดีนะ สนุกดี แล้วผมก็จะบอกเนี่ย วันนี้นายมาห้อง opp เดี๋ยวอาทิตย์หน้านะถ้านายพาเพื่อนสักคนสองคนมาห้อง OPP นายว่าเพื่อนนายน่าจะโอเคป่าว เพื่อนก็คงบอก โอนะเราว่า ผมก็รีบเสริมเลย เยี่ยมเลยพอนายพาเพื่อนมานายเองก็จะย้ายมาห้อง Training เรียนรู้การทำธุรกิจ aimstar แบบจริงๆ จังๆ กับเราไง แล้วอาทิตย์ต่อไปเพื่อนนายที่นายพามาห้อง OPP เค้าก็จะมาเรียนรู้ต่อกับนายในห้อง Training ไง เนี่ยเห็นม่ะการทำ Aimstar ไม่ยากเลย
  • แต่ถ้าหลัง after เราจับความรู้สึกเพื่อนได้ว่าไม่ค่อย happy อันนี้ต้องรีบส่ง UL หรือพาไปเจอ UL เพื่อเคลียทัศนคติเลย ไม่ควรปล่อยเพื่อนกับไปพร้อมความรู้สึกแบบนั้นนะครับ ผมว่ายากที่จะตามต่อ
  • นี่ก็เป็นเนื้อหาง่ายๆ ครับที่ผมว่าเพื่อนๆ สามารถนำไปใช้ประยุกต์กับลักษณะการทำงานของเพื่อนๆ เองได้เลย

มารู้จัก BEC กันเต๊อะ ^^

1

Posted by admin | Posted in เรียนการเริ่มธุรกิจ | Posted on 12-07-2010

ผมเชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงจะรู้จักคำว่า BEC อยู่แล้ว แต่ก็น่าจะมีเพื่อนๆ อีกหลายคนแอบงง BEC นี่มันคืออะไรหว่า จริงๆ BEC นั้นแปลเป็นภาษาไทยได้ง่ายๆ ว่า ยอดลอย หรือเป็นการซื้อสินค้าที่ pv ยังไม่ได้ปรากฎในแผนผังองค์กรของเรา หมายความว่าเราซื้อสินค้าแล้วแต่แต้มหรือ pv ที่ได้จากสินค้านั้นยังไม่ได้ปรากฎขึ้น โดยเราสามารถเลือกได้ว่า pv นั้นเราจะโอนให้ใครในใต้ตัวเราได้บ้างหรือแม้แต่ตัวเราเอง

ถามว่าใครสามารถซื้อของแบบ BEC หรือซื้อแบบยอดลอยได้ คำตอบก็คือคนที่เป็น Supervisor แล้วเท่านั้น ถ้าเพื่อนๆ ยังเป็น member อยู่ยังไม่มีสิทธิ์ในการซื้อยอดลอยครับ ^_^

แล้วถามต่อว่า BEC นี่ดียังไง หุหุ ข้อดีของมันมีเยอะแยะมากมายๆ ครับ อาจจะสรุปไม่หมดแต่ผมจะสรุปคร่าวๆ ให้ฟัง

  1. สามารถซื้อของให้เพื่อนๆ เราที่สนใจสมัครสมาชิกก่อน ถึงแม้ยังไม่ได้กรอกออนไลน์หรือยื่นเอกสารครบถ้วน โดยเมื่อทำการกรอกใบสมัครออนไลน์เสร็จแล้วหรือนำเอกสารไปยื่นที่หน้าเคาเตอร์เองแล้ว ก็สามารถโอนยอด pv ที่เกิดขึ้นให้เพื่อนเราภายหลังได้
  2. ถ้าเราเป็นคนที่มี BEC เหลือหรือแต้มเหลือจากการรักษายอด 300 pv แล้ว เราสามารถโอนยอดลงมาให้องค์กรเราเพื่อให้เกิดรายได้สูงสุดได้อีกด้วย (อันนี้ผมชอบมากๆ )

ไหนๆ ผมก็บอกว่าชอบสิ่งที่เรียกว่าการโอนยอด BEC แล้ว เดี๋ยวมายกตัวอย่างการโอน BEC ให้เกิดประโยชน์สูงสุดดีป่าวครับ ^^ พร้อมภาพประกอบตามเคย เย้ๆ งั้นมาเริ่มกันเลย

 

อยู่ระหว่างจัดทำ

Why system ? ทำไมต้องมีระบบ

4

Posted by admin | Posted in เรียนการเริ่มธุรกิจ | Posted on 07-06-2010

หลายคนบอกผมว่า จริงเหรอ ธุรกิจเครือข่ายต้องการระบบด้วย เอ มันไม่น่าจะเป็นไปได้ แรกๆ ผมก็คิดแบบนี้เลยครับว่า ธุรกิจเครือข่ายเนี่ยนะ ต้องมีระบบด้วย แปลกสุดๆ ก็เราทำธุรกิจกับคนโดยตรงทำไมต้องการระบบด้วย แต่หลังจากผมศึกษามาสักพักพบเลยว่า ธุรกิจกับคนนี่แล่ะครับ ยิ่งต้องการระบบที่ดีเลย เพราะถามว่าการทำงานกับคนยากกว่าทำงานกับเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ป่าว ก็ยากกว่าเยอะครับ เพราะคนแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย เรียกว่า ระบบที่นำมาใช้กับเครือข่ายที่เป็นคนนี่ต้องเจ๋งสุดๆ ถึงจะทำให้เครือข่ายเติบโต

ผมเลยมี รูปมา อธิบายว่า จริงๆ แล้ว ธุรกิจเครือข่าย aimstar เราเหมือนกับธุรกิจที่ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายของเค้ายังไงบ้าง ยกตัวอย่างเล่นๆ เพื่อนๆ รู้จักบริษัท CP ป่าวครับ คิดว่า CP เนี่ยมีเครื่อข่ายอะไรดังๆ 7-11 ผมเป็นแฟน 7-11 ตั้งแต่เรียน ม.ต้น ปัจจุบันมีสาขา 7-11 ทั่วประเทศเกือบ 6,000 สาขา เพื่อนๆ คิดว่าสินค้าใน 7-11 ส่วนใหญ่ CP ผลิตเองป่าวครับ ก็ป่าวแต่จะมีบริษัทหลายบริษัทนำสินค้ามาส่งให้ 7-11 เพื่อวางขาย แล้ว CP ก็เก็บค่าลิขสิทธิ์จากการที่บริษัทเหล่านั้นมาใช้เครือข่าย 7-11 ของ CP

 เปรียบเทียบเครือข่าย

ประเด็นก็คือแล้วเราจะสร้างเครือข่ายผู้บริโภคยังไงหละ =..=” จะให้เราไปหาคนมาทีเดียว 100,000 คนผมว่าก็คงเป็นไปไม่ได้ อย่างมากผมว่าเราคงรู้จักเพื่อนๆ ญาติพี่น้อง รวมๆ แล้วผมว่าไม่น่าจะเกิน 100 คนด้วยซ้ำ แสดงว่าอีก 90,000 กว่าคน คงเป็นคนที่เราไม่ได้รู้จักแน่ๆ แถมเครือข่ายเรายังเป็น คนเป็นๆ ด้วย ไม่ใช่ร้านค้าทั่วไป ฟังแล้วเอ ชักลำบากจัง

แสดงว่าเราก็คงจะทำไรกับคนที่เรารู้จักสักอย่างนึงแล้วเค้าก็สามารถเริ่มมีเครือข่ายเล็กๆ ของเค้าไปด้วยภายใต้เครือข่ายของเรา สิ่งที่เราทำเนี่ยคือ ระบบ ครับ ^_^ ก็เหมือน 7-11 แล่ะครับ หากใครไปซื้อแฟรนไชด์มาพวกเราก็จะต้องไปอบรมการทำ 7-11 ประมาณ 3 เดือนถ้าผมจำไม่ผิด เรียนรู้เรื่องทุกอย่างของ 7-11 การทำ aimstar ก็เหมือนกันครับมีระบบให้เรียนรู้เพื่อสร้าง คนกลุ่มนึงของเราให้เป็น ผู้นำ สามารถสร้างเครือข่ายของเค้าต่อไปได้ พูดง่ายๆ ทำให้เค้าเป็นสาขาใหญ่ของเรา โดยสอนเค้าให้เริ่มต้นจากสาขาเล็กๆ ของเค้าก่อน

ถ้าจะพูดให้เห็นภาพ ก็เหมือนเราเป็น CP แล้วเราเริ่มสอนเพื่อนเราที่เหมือนเป็น 7-11 ในสถานี BTS ดูเล็กๆ น่ารักๆ จนเค้าเก่งเริ่มอยากสร้าง 7-11 เพิ่ม เป็น 7-11 ตามถนนใหญ่ๆ สองห้องใหญ่สุดๆ หากเรามีสาขาใหญ่มากขึ้น สาขาเล็กมากขึ้น เราก็เก็บค่าลิขสิทธิ์ได้มากขึ้น แถมที่สำคัญเพื่อนเราที่มีเครือข่ายของเค้าก็ได้ค่าลิขสิทธิ์ไปด้วย ^_^ สุดยอด

แล้วคำว่าระบบที่พูดมามันคืออะไรบ้าง ระบบใน aimstar แบ่งเป็น 2 อย่างครับ แต่ทั้งสองอย่างก็ใช้ควบคู่กันไป

  • สื่อต่างๆ
    • สื่อเปิดใจไม่ว่าจะเป็น Why Network, What Why Get How ของน้องทอม, การแนะนำผลิตภัณฑ์ของคุณนุ๊ก ที่เราใช้เสมอๆ เวลาไปสปอนเซอร์เพื่อนใหม่ๆ
    • CD Traning เช่น BTC, การเขียนแผน, 7-4-5 ซึ่งเราสามารถนำมาเพิ่มทักษะตัวเองหรือองค์กรของเราได้
  • รอบประชุมต่างๆ
    • รายวัน: การสปอนเซอร์ หรือ House Meeting
    • รายสัปดาห์: House Meeting และ Center
    • รายเดือน: The winner, VIP OPP
    • รายไตรมาสหรือรายปี: งาน Camp

คำถามต่อไปคือ แล้วเราใช้ระบบนี้ยังไงในการสร้างผู้นำ พูดง่ายๆ ระบบนี้เริ่มต้นจากตัวเราครับ ที่ผมเขียนไปทั้งหมดถ้าเราไม่เคยดู หรือเราไม่เคยไป ผมว่าเริ่มมาผิดทางแล่ะ วันนี้ผมยังเอา CD เก่าๆ มานั่งดูอยู่เลย ดูรูปข้างล่างแล้วจะเข้าใจเลยครับ เราใช้ระบบในการสร้างองค์กรยังไง หรือที่น้องหลินเองชอบบอกว่า สร้างผู้นำผ่านระบบ โดยการเคลื่อนคนผ่านระบบ เริ่มจากงานรายวัน เริ่มจากสื่อที่ตัวเรา แล้วไปต่อในงานรายสัปดาห์ งานรายเดือน และงานรายไตรมาส วนกลับมาที่งานรายวันต่อ เป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ^^

ภาพระบบ

  1. ผมก็เริ่มจากงานรายวัน คือการออกไปสปอนเซอร์เองหรือไปช่วยทีมงานใหม่ๆ ทำการสปอนเซอร์ด้วยกัน การจะมีเนื้องานสปอนเซอร์ได้ก็ต้องอาศัยเนื้อหาของ 5 ค้นหา ซึ่งจะมีพวกถึง 5 บทบาทด้วยสำหรับ DL ใหม่ ที่จะไปกับเราว่าควรทำไรบ้าง
  2. จากนั้นผมก็จะทำตามติดตามคนที่ผมสปอนเซอร์ หรือทางทีมงานพาไปสปอนเซอร์ ไปคุยวันที่ 2 ต่อ ถามเป้าหมายสอนการนัดหมายให้เค้า อาจจะนัดเค้ามา HM หรือมา Center ทีนี้ ทีมงานผมก็จะมีทีมงานเพิ่มมาจากเนื้องานรายวัน สัก 2 คน (ที่เอาจริง)
  3. จากนั้นเราก็ออกไปทำงานรายวันกันอีก –> จัด HM ให้ทีมงานทำงานสะดวกขึ้น มีการทำ House Training ด้วย จากทีมงานเรา 1 คนแล้วเพื่อนเค้าอีกคน จากเนื้องานรายวัน ก็ทำให้เค้าและเพื่อนเค้ามีเพื่อนสนใจตามมาทำมากขึ้น ตอนนี้จาก 2 กลายเป็น 6-7 คนแล่ะ
  4. ทำต่ออีกพึ่งอาทิตย์ที่ 3 เอง จบอาทิตย์นี้เริ่มมีองค์กรของเค้าเอง 10 คนได้
  5. อาทิตย์สุดท้าย เค้ากับเพื่อนๆ เริ่มพัฒนาทักษะ และนัดหมายเพื่อนๆ ไปเรียนรู้กันที่งาน the winner จาก 10 เริ่มเพิ่มเป็น 20 คน
  6. ออกไปทำเนื้องานส่วนตัวอีก จากคนใหม่ –> เป็นคนเก่า ส่งไม้ผลัดความสำเร็จและทักษะให้คนใหม่ เคลื่อนคนเข้าเรียนรู้ จาก 20 เดือนแรกเป็น 40 เดือนที่ 2 และเป็น 60 เดือนที่ 3
  7. มุ่งไปงาน camp ทำเนื้องานส่วนตัว โปรโมตทีมงานไปเรียนรู้ร่วมกัน 60 คนที่ไปงาน camp เติบโตองค์กรก็โตต่อเป็นหลักร้อย แถมโตแบบมีโครงสร้างด้วย
  8. นี่ไงครับ การเคลื่อนคนผ่านระบบ หรือที่เรียกว่า สร้างผู้นำผ่านระบบ

เทคนิคการดูแลคนในงาน camp ^_^

1

Posted by admin | Posted in เรียนการเริ่มธุรกิจ | Posted on 31-05-2010

ผ่านไปอีกแล้วนะครับสำหรับงาน VIP OPP ที่ผ่านมาที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ ทีมผมก็มีกลุ่มผู้นำและลูกใหม่ๆ ส่วนตัวอีก 3 คน รวมทั้งกลุ่มผู้นำใต้องค์กรคราวนี้ราวๆ 20 กว่าคน สุดยอด ทุกคนเป็นแฟนพันแท้น้องนิว อาทิตย์ ขยันยิ่งไปหมดแล้ว =..= ผมยังสมัครเป็น fan club น้องเค้ามานานแล้วครับตั้งแต่เห็นน้องมะเขือเทศคันแรงแบบว่าเราฟิวเดียวกัน น้องเค้าแต่ก่อนชอบเล่นเกม ผมนี่เซียน dota ตัวจริงเลยครับ หุหุ

พอดีผมไปค้นเจอบันทึกที่ผมเคยจด ได้ฟังน้องบอมถ่ายทอดเทคนิคการดูแลคนในงาน camp ไว้ ผมเลยคิดว่าน่าจมาแบ่งปันให้เพื่อนๆ ลองติดตามดู เพราะปลายเดือนนี้เราก็จะมีงาน camp อีกรอบแล้วน่าจะเป็นประโยชน์มากๆ เลย > < เดี๋ยวค่ำนี้ผมจะทำให้เสร็จนะครับ เนื้อหานี้โดยน้องบอม ว่าที่รูบี้เดือนนี้ล้าน %

การดูแลทีมงานมีหลักสำคัญอะไรบ้าง

1. คือเรื่องเวลาเลยครับ อย่างน้อยๆ เราและทีมงานต้องรู้กำหนดการของงาน Camp ครั้งนี้เสียก่อน เพื่อจะได้สะดวกในการโทรติดตามทีมงาน ตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง จนถึงเริ่มงานใน Camp แล้ว

2. ทำตัวเป็นสะพานที่ดี : ควรพา DL เราไปรู้จักใครในงาน สามารถทำได้ตั้งแต่อยู่บนรถบัส หรือถึงงานแล้วก่อนงานเริ่ม

การเป็นสะพาน

ยกตัวอย่างเช่น นาย A ครับ ยัง 50:50 ว่าจะทำ aimstar ดีหรือป่าวเพราะอาจจะติดขัดบางเรื่อง สมมุติว่าเป็นเรื่องเวลา แสดงว่าเราก็ต้องเตรียมตัวเองแล้วว่า SL และ UL เราควรจะมาเคลียร์แนวคิดของ A สมมุติเราก็ต้องรู้แล่ะว่าเรื่องเวลาเนี่ยน้องอู๊ด Diamond เรามี profile ที่เคลียเรื่องเวลาได้เลย เพราะน้องเค้าก็เปิดร้านเสื้อผ้างานยุ่งมากๆ ยังจัดเวลามาทำได้ เราควรทำไงครับ

1. ก่อนมางานโทรหา อู๊ดครับ เล่า profile ของน้องเค้าให้ UL เราฟัง ว่าเค้าเป็นไง ติดปัญหาอะไร UL เราจะได้เตรียมคำตอบดีๆ ไว้แชร์ให้เพื่อนใหม่เรา

2. มาถึงในงานเจออู๊ด เราก็ทำตัวเป็นสะพานครับ พาไปแนะนำให้รู้จักกันและที่สำคัญมากๆ การถามนำที่ดี เกี่ยวกับปัญหาที่เค้าติดขัด

3. หลายคนไม่ได้เตรียมตัวมาเลย ทำให้เสียโอกาสที่จะปรับแนวคิดของทีมงานครับ ถ้าทำตามที่เขียนมาได้ ผมว่าเพื่อนๆ ใช้ camp ได้ประโยชน์สูงสุดแน่นอน

3. ตำแหน่งที่นั่ง สมมุติเราพาทีมงานไปสัก 10 – 20 คนก็ยังเป็นกลุ่มไม่เยอะมาก ซึ่งเชื่อว่าทุกคนภายในทีมเราอาจจะยังไม่รู้จักกัน เราควรทำไงเกี่ยวกับเรื่องที่นั่งของทีมเราครับ อย่างแรกเลยเราควรจะไม่ให้ทีมเรานั้งกระจายกัน เพราะทำให้โฟกัสไม่ได้เลยครับ วิธีแก้คือ

การนั่งในงาน aimstar

  • นั่งกันเป็นกลุ่ม
  • เรานั่งตำแหน่งที่สามารถมองเห็นทีมเราทั้งหมด อาจจะเป็นด้านหลังที่มุมๆ นึง
  • รู้ความเคลื่อนไหวตลอดว่า คนในทีมเราตอนนี้ลุกเดินไปไหนบ้าง จะได้ตามถูกเวลามีเนื้อหาสำคัญ
  • ถ้าคนเยอะ ควรจะส่งผู้นำของเราในทีมเข้าไปขั้นระหว่างที่นั่งของเพื่อนใหม่ เพื่อ guide line ให้เพื่อนๆ ใหม่ฟัง
  • ตำแหน่งที่นั่งเนี่ยสำคัญมากๆ สำหรับเราในการสร้างบรรยากาศ และดึงบรรยากาศของทีมกลับมานะครับ

4. การ After Meeting 

  • อย่าให้เป็นกลุ่มใหญ่มากเกินไปครับ เพราะจะใช้เวลานานทำให้เพื่อนๆ ใหม่เราออกอาการเบื่อ เซ็งได้
  • ประมาณ 7 คนกำลังดีครับ
  • สำคัญมากๆ วันนี้ถ้าเรามีทีมไปสัก 20 คน มันก็น่าจะแบ่งวง After ประมาณ 3 วง หรือ 2 วง แต่ถ้ายังมีเพียงเราที่ทำหน้าที่ MC ในการทำ After Meeting ได้ ต้องรีบปรึกษา UL ด่วนเลยครับ
  • จัดคอร์สสร้าง MC ในทีมเราเพิ่มกับ UL

 5. การคุยกับ UL

  • ถามว่าเราควรพา DL เราไปคุยกับ UL เราทำไม เหตุผลแรกๆ เลยคือเราก็อยากจะให้เค้าสองคนมีรู้จักกัน มีสายสัมพันธ์กันมากขึ้น เพราะในอนาคตแล้วเรา UL DL ก็ต้องทำงานกันเป็นทีม
  • เหตุผลสำคัญมากๆ อีกอย่างคือการ เคลียแนวคิดและเคลียทรรศนคติ วันนี้ผมเชื่อว่าเพื่อนใหม่บางๆ อาจจะมีปัญหาบางอย่าง เช่น ยังคิดว่าตัวเองไม่มีเวลา พูดไม่เก่ง ไม่น่าจะทำได้ การพาไปคุยกับ UL ที่เคยมีปัญหาแบบเค้ามาก่อน ก็จะทำให้เค้ามั่นใจและมีแนวคิดการทำงานที่ถูกต้องมากขึ้น
  • การคุยกับ UL นั้นต้องการคำถามนำที่ดี และการถามเชิงบวก เช่น เป็นไงบ้างงานวันนี้ดีไหม ^^

รู้หลัก 5 ข้อง่ายๆ ในการดูแลทีมงานใน Camp  แล้วเราก็ลองมาประยุกต์กับกำหนดการเลยดีป่าวครับ

วันแรก

ช่วงเช้า : จะเป็นการละลายพฤติกรรม

  • นำ DL ของตัวเองไปทำความรู้จักกับ UL เลยครับ เพื่อเพิ่มสายสัมพันธ์ พูดง่ายๆ ทำตัวเป็นสะพานตั้งแต่เช้าเลย
  • จะมีการให้แต่ละคนทำความรู้จักกับเพื่อนข้างๆ เราเองควรบอกถึงสิ่งที่จะได้ว่า DL เราจะได้อะไรจากการรู้จักเพื่อนใหม่ที่นั่งข้างๆ ได้สายสันพันธ์ ได้ SL ในจังหวัดอื่นๆ ที่เราไม่ได้อยู่ เผื่อมีทีมงานจะได้ฝากฝังเค้าไว้ได้ ^^

ช่วงบ่าย : มี Guest Speaker

  • เราควรจะรู้ profile คร่าวๆ ของคนที่เป็นแขกจะมาพูด จะได้โปรโมตให้ทีมเราฟังว่าคนนี้น่าสนใจยังไง อยากให้ทีมงานเราฟังแนวคิดเค้าตรงไหน
  • มีการแยก Training แต่ละห้อง ควรรู้อย่างยิ่งว่าทีมเรานั่งตรงไหนของห้อง ข้างใคร ถ้าเรารู้จัก SL ที่นั่งข้างๆ ขะได้ฝากฝังทีมงานเราไว้ได้ ทำตัวเป็นสะพานอีกแล้วครับ =..=

ช่วงค่ำมีการมอบเข็ม

  • เราเองก็ควรสร้างบรรยากาศงานให้ตื่นเต้น สนุก สามารถ guide line ให้ทีมงานฟังวิธีการทำงานของคนที่ประสบความสำเร็จแต่ละคน
  • การ After อย่าให้เยอะมากเกินไปควรไม่เกิน 7 คน แล้วไม่ควรตึงเครียดเกินไป ควรให้ผ่อนคลายบ้าง

วันที่สอง

ช่วงเช้า: มีการสอนงานโดย UL ระดับสูง

  • ควรนัดแนะทีมงานถึงเวลานัดหมายตอนเช้า ตื่นกี่โมง ทานข้าวกี่โมง เพื่อที่จะได้มานั่งรวมกลุ่มกัน

ช่วงบ่าย: มีการประกาศเป้าหมาย

  • เป็นบรรยากาศที่ตื่นเต้นมากๆ ควรเชียร์ๆ ชมๆ ทีมงานเรา ให้กล้าออกไปประกาศเป้าหมาย ^^ สนุกมากๆ ครับ
  • เราเองในฐานะผู้นำ ก็ควรจะรีบไปทำความรู้จักกับ SL ทั่วประเทศ เพื่อในอนาคตอาจจะได้ฝากฝังคนของเราหรือทีมงานเราให้เค้าช่วยดูแลได้

ช่วงเย็น: เดินทางกลับ

  • After ในรถบัส เป็นบรรยากาศ ที่สนุกมากๆ ครับ ^^

เทคนิคการนัดหมาย 4 ตัวอย่าง

13

Posted by admin | Posted in เรียนการเริ่มธุรกิจ | Posted on 22-04-2010

เพื่อนๆ หลายคน อาจจะคิดว่าผมหายไปไหน จริงๆ ไม่ได้หายไปไหนเลยครับบ แต่ช่วงนี้งานประจำและงาน aimstar เยอะมาก พยายามแบ่งเวลาให้กับ aimstar ให้มากที่สุด อย่างวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปร่วมคอร์สที่จัดร่วมกันระหว่าง clover group และ together plus ที่ center แห่งใหม่ตึก trendy office เนื้อหาดีมากๆ ครับน้องหลิน idol ฝ่ายหญิงผม ได้ให้ผู้นำของ together plus มาสอนวิธีการนัดหมายแบบตัวเป็นๆ เลย ซึ่งผมไม่พลาดที่จะอัดเสียงเพื่อนำมาถ่ายทอดให้เพื่อนๆ ฟังครับ แต่ผมเองดันใช้ BB ไปอัดเสียงแล้วไม่รู้จะแปลง file AMR เป็น WAV ยังไง จนเมื่อวานได้ลองดาวโหลดโปรแกรมแปลงมาได้และพร้อมลง plugin ให้เพื่อนๆ สามารถ Download จากหน้าจอได้ ^^

คนแรกเริ่มจากน้องบอยเลยครับ

  • น้องบอยจะใช้การนัดหมายแบบชวนมาทำธุรกิจ เรียกได้ว่าพูดแบบ cool cool หรือเท่ห์ๆ ไว้ให้เพื่อนเข้าใจในรูปแบบ business มากกว่า โดยบอกว่าตัวเองกำลังฟอร์มทีมกับเพื่อนๆ ที่รู้จักประมาณ 15 คนทำธุรกิจอยู่อย่างนึง อยากชวนมาวางแผน strategy กัน จะได้ช่วยกัน brain strom โดยธุรกิจนี้มีบริษัทที่เราไปร่วมด้วยเค้าดูแลในส่วนพวก logistic ระบบ inventogy ระบบบัญชี และระบบบริหาร ส่วนเราจะไปทำงานในส่วนของ marketing ร่วมกับเค้า (เท่ห์สุดๆ) จากนั้นก็พูดถึงภาพรวมของตลาดในโลกและในประเทศไทย เช่นตอนนี้ธุรกิจที่เราร่วมด้วย 90% ทำตลาดอยู่ในประเทศไทย 10% ทำตลาดอยู่ต่างประเทศมีแล้วที่ญี่ปุ่น แต่ปีนี้เรากำลังจะไป USA และอินเดีย จากนั้นตบท้ายด้วยคำเด็ดว่า อยากจะลองชวนมาฟัง business model ดู 0_O” ไม่ได้ใช้คำว่ามาฟังแผนธุรกิจ เยี่ยมจริงๆ ครับ การนัดหมายแบบนี้

ดาวโหลด file เสียงน้องบอยได้ที่นี่ Play-32

 

คนที่สองคุณนภาภรณ์หรือพี่นุช

  • ใช้วิธีการคุยเจ๊าะแจ๊ะกับเพื่อนๆ หรือคนที่คุยด้วย แต่ต้องไม่นานเกินไปเพราะเพื่อนจะรู้สึกแปลกๆ โดยจะทำการเจ๊าะแจ๊ะจนรู้ว่าคนที่คุยอ่ะเค้ามี FORM อะไรและต้องการอะไร (NEED) โดยเมื่อเรารู้ความต้องการเค้าแล้วเราจะได้หาเรื่อง link เข้าเรื่อง aimstar โดยจะได้รู้ว่า aimstar ตอบโจทย์อะไรเค้าได้ ประโยคเด็ดของพี่เค้าคือ เนี่ยมีเรื่องตื่นเต้นจะเล่าให้ฟัง โดยจะเล่าเรื่องของ UL ให้ฟัง (คือน้องหลินนั้นเอง) โดยบอกเพื่อนว่าเป็นแบบ network เวอร์ชั่นไม่ขายของ แต่รายละเอียดเยอะ นัดคุยดีกว่า แต่ไม่ซีเรียสนะถ้าฟังแล้วไม่สนใจถ้าสนใจค่อย join กัน โดยประเด็นหลักๆ ของพี่เค้าคือต้องหา need ให้เจอ ถ้ายังไม่เจอจะยังไม่เข้าเรื่อง aimstar ข้อสำคัญคือพี่เค้าจะไม่คิดแทนเพื่อนว่าเพื่อนจะทำหรือไม่ทำ ห้ามไปคิดแทนเค้า มีประโยคเด็ดๆ ว่าไม่เห็นเสียหายเลยที่จะลองไปฟังดู ทำไม่ทำก็ไม่เป็นไร เผื่อสนใจจะได้จอยกัน แต่ถ้าไม่สนใจไม่ต้องคิดมากเราไม่ตื้อแน่นอน

ดาวโหลด file เสียงพี่นุชได้ที่นี่ Play-32

 

คนที่สามน้องไป๊ท์

  • ใช้วิธีหา need เหมือนคุณนภาภรณ์เลยครับและ aimstar ให้อะไรเค้าได้ โดยจะโทรไปเชคฟอร์มก่อน โดยบอกว่าไปเจอธุรกิจมาตัวนึง คนที่ชวนไปทำอายุ 29 ทำ 2 เดือนได้ แสนสอง แต่รายละเอียดเยอะเลยชวนมา center เพื่อนอาจจะถามธุรกิจอะไร น้องเค้าก็เอาเป็นว่าเพื่อนฟังแล้วชอบแน่นอนเพราะว่ามันตอบโจทย์ชีวิตเราได้จริงๆ ทำไม่ยากด้วย หรือถ้ารู้ว่าคนที่บ้านเพื่อนเราเค้ามีปัญหาด้านสุขภาพ น้องเค้าก็จะเล่าเรื่องประสบการณ์น้ำมันรำข้าวของคุณพ่อน้องเค้าให้เพื่อนฟัง เพราะคุณพ่อเค้าเป็นไมเกรนมา 10 ปี และนอกไปจากนี้ยังเล่าเรื่องการไปแนะนำน้ำมันรำข้าวให้คุณป้าอู๊ดด้วยสุดยอดเลย

ดาวโหลด file เสียงน้องไป๊ท์ได้ที่นี่ Play-32

 

คนสุดท้ายแล่ะ ป้าอู๊ดครับ

  • ป้าอู๊ดเนี่ยเข้ามาทำ aimstar ได้ด้วยการแนะนำของน้องไป๊ท์ครับ โดยตอนแรกป้าอู๊ดมีปัญหาเกี่ยวกับการปวดตามข้อ แต่พอทานน้ำมันรำข้าวแล้วปรากฏว่าอาการป่วยๆ ที่เคยเป็นมาดีขึ้นมากๆ จนเป็นปกติเลยลุย aimstar สุดๆ ครับ อย่างป้าอู๊ดเองเก่งมากๆ นะครับ เนี่ยได้ไปเที่ยวปักกิ่งแล้วด้วย ทำมาไม่กี่เดือนรายได้เกิน 5 หมื่นไปแล้ว ป้าอู๊ดมีเทคนิคการนัดหมายโดยเริ่มจากสินค้าเลย อย่างเนี่ยไปถ่ายรูปทำ VISA ไปเที่ยว ป้าอู๊ดยังไปสปอนเซอร์ช่างถ่ายรูปได้เลย สปอนยังไงลองฟังดูครับ ป้าเค้าสุดยอดมากๆ 0_O”

ดาวโหลด file เสียงป้าอู๊ดได้ที่นี่ Play-32

แนวทางการเริ่มธุรกิจ aimstar อย่างถูกต้อง

2

Posted by admin | Posted in เรียนการเริ่มธุรกิจ | Posted on 15-04-2010

ถ้าใครไปงาน the winner ครั้งที่ 38 ผมว่า จะต้องได้เนื้อหาดีๆ ในส่วนนี้ของช่วงบ่าย ซึ่งคุณหมอพูดถึงการเริ่มต้นธุรกิจ aimstar แบบง่ายๆ สรุปได้เป็น 12 ข้อ หรือเรียกว่าบันได 12 ขั้นในการเริ่มต้นธุรกิจ aimstar สุดยอดมากๆ ครับ ลองอ่านดู

  1. บันไดชั้นที่ 1: ง่ายที่สุดเลยครับ คือมีความเชื่อในธุรกิจ aimstar เชื่อไรเหรอครับ เชื่อว่าเราประสบความสำเร็จได้อ่ะครับ เป็นความเชื่อที่ผมคิดว่าใครที่คิดจะทำธุรกิจ aimstar ต้องมีแน่นอน
  2. บันไดขั้นที่ 2: คือมีความรู้สึกและความเข้าใจที่ชัดเจนกับคำว่า “เราเป็นเข้าของธุรกิจ” ตัวอย่างง่ายๆ เลยครับ คือไม่ทำผิดจรรยาบรรณนั้นเอง
  3. บันไดขั้นที่ 3: มีความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองครับ คือต้องยอมสละเวลาและลงไปลุยกับมันเต็มที่ พร้อมที่จะแลกความสบายบางช่วงมาทำธุรกิจ หรือพูดง่ายๆ เคลียตัวเองให้จบก่อนที่จะเริ่มทำ
  4. บันไดขั้นที่ 4: รักการเรียนรู้และพาตัวเองมาเข้าบรรยากาศอย่างสม่ำเสมอ
  5. บันไดขั้นที่ 5: ทดลองใช้สินค้าด้วยตัวเอง เพื่อหาความประทับใจและนำไปถ่ายทอดให้ผู้อื่น
  6. บันไดขั้นที่ 6: เรียนรู้การนำเสนอแผนสตาร์แมทชิ่งที่ถูกต้องครับ
  7. บันไดขั้นที่ 7: ฝึกการนำเสนอโอกาสทางธุรกิจและการสาธิตสินค้าเอมสตาร์
  8. บันไดขั้นที่ 8: ทำงานภาคสนามโดยการสปอนเซอร์ส่วนตัวครับ
  9. บันไดขั้นที่ 9: วิธีที่จะสามารถขยายธุรกิจได้รวดเร็วคงหนีไม่พ้น house meeting ครับ ซึ่งสำคัญมากๆ ในธุรกิจ aimstar
  10. บันไดขั้นที่ 10: ชวนคนเข้า center บ่อยๆ อย่างสม่ำเสมอแต่ต้องไม่ทำให้เกิดความรำคาญหรืออึดอัดใจแก่เพื่อนๆ เรา
  11. บันไดขั้นที่ 11: มีเป้าหมายระยะสั้น 1-4 เดือน โดยเฉพาะเดือนแรกครับคุณหมอว่ามีความสำคัญมากๆ
  12. บันไดขั้นที่ 12: มีทัศนคติที่ดีตลอดเวลาในการทำธุรกิจครับ

เป็นไงบ้างครับ 12 ข้อที่ดีมากๆ เป็นแนวทางสำหรับเพื่อนๆ ใหม่ๆ ที่สนใจทำธุรกิจ aimstar ครับ

3 สร้างใน Center ของพวกเรา

0

Posted by admin | Posted in เรียนการเริ่มธุรกิจ | Posted on 13-04-2010

เนื่องจากช่วงสงกรานต์ผมเองไม่ได้มีแผนไปไหน คงอยู่ กทม. ตลอด 4 วันเลย คิดว่าน่าจะนำเนื้อหาที่คั่งค้าง T_T หลายเรื่องมาแบ่งปันให้เพื่อนๆ ให้ครบหมด เริ่มจากเรื่องเบาๆ อย่าง 3 สร้าง ใน center ของกลุ่มเราควรมีไรบ้าง

1. สร้างข้อแรก คือ สร้างบรรยากาศ

ทำให้ center ของกลุ่มเราสนุก คนที่มาแล้วเค้าอยากลับมาอีก คงปฏิเสธไม่ได้ใช่ป่าวครับ เวลาเราชวนเพื่อน หรือทีมงานเรามา center เราก็อยากให้เค้ามาในครั้งต่อไป เพื่อจะได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน สิ่งสำคัญที่ทำให้คนใหม่ๆ เค้าอยากกลับมาอีก ก็คือบรรยากาศนี่แล่ะครับ บรรยากาศที่ดี ก็จะมีความเป็นกันเอง สนุก และได้ความรู้ ยกตัวอย่างง่ายๆ ครับ สมมุติในห้อง เทรนนิ่ง มีเพื่อนๆ เรามา แล้วเพื่อนๆ เรามาเจอใครสักคนใน center นั่งข้างๆ เค้า พี่แกเล่นโทรสับคุยตลอดเวลาเลย เรียกว่าตัวเองไม่สนใจแต่ดันทำเพื่อนๆ เราหมดสมาธิไปด้วย นี่แล่ะครับถ้าพี่คนนั้นเค้ารู้เรื่องนี้ เค้าคงเป็นคนนึงครับ ที่พยายามช่วยๆ กัน สร้างบรรยากาศให้ดี หรือว่าหลังเลิกเนี่ยอย่างน้อยๆ ถ้าใครกลับช้าช่วยกันเก็บเก้าอี้ที่กระจัดกระจายเพราะการ After ของพวกเราผมว่ามันเยี่ยมมากๆ เลย

2. สร้างสังคม ครับ

ข้อนี้ผมว่าดีมากๆ การมา center เราคงไม่ใช่อยากจะรู้จักแค่กลุ่มเราคนเดียว เรียกว่า กูมา 6 คนขอรักกันแค่ 6 ใครอย่ามายุ่ง ผมว่าการมา center แล้วได้ผลนะครับ คือวันนี้เพื่อนๆ ต้องรู้จักเพื่อนใหม่ๆ ใน center มากขึ้น ครั้งละคนสองคน จนวันนึงผมเชื่อว่า เพื่อนจะรู้จักทั้ง center วันที่เราไปประชุมเลย ถามว่าดียังไง เพื่อนๆ ลองคิดดูดิครับ เกิดวันนึงเพื่อนๆ ติดธุระสำคัญมากๆ วันที่มี center มาไม่ได้ ถ้ากลุ่มๆ เพื่อนๆ เรารู้จักกันแค่ไม่กี่คน ผมว่าเพื่อนเราไม่อยากมา center อาทิตย์นั้นหรอกครับเพราะเค้าไม่รู้จักใคร แต่ถ้าเค้ารู้จักรู้สึกว่าการไปเนี่ย ก็ได้เจอเพื่อนๆ กลุ่มเดิม เจอน้องป้อม เจอน้องโอ้ เจอน้องดิว เค้าคงรู้สึกเออดีนะ อย่างน้อยๆ วันนี้เราไปไม่ได้จริงๆ เค้าก็ยังมีคนที่สนิทไปอีกเพียบ แถมที่สำคัญยังเป็นการสร้าง Sideline ไปในตัวด้วย เผื่ออนาคตจะได้พึ่งพากันได้ ผมว่าสุดยอดมากๆ

3. สร้างความมั่นใจ เป็นสร้างสุดท้ายแล้วครับ ^^

เริ่มจาก แนวคิดที่ดี ทักษะที่ดี และตัวอย่างที่ดีประกอบกันทำให้เพื่อนๆ หรือคนใหม่ๆ รู้สึกว่าธุรกิจ aimstar เป็นไปได้มีความมั่นใจว่าวันนึงเค้าก็เป็นคนที่ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน ตัวอย่างง่ายๆ เกิดเราไปเจอเพื่อนคนนึงนั่งหงอยๆ บอกเนี่ยเค้าเป็นที่ชวนเพื่อนๆ มา center ไม่ได้สักที ไม่ไหวแล่ะไม่อยากมาแล้ว เบื่อมากๆ หากเราเป็นคนที่ไม่ได้คิด + ไว้ หลายคนคงบอกเออๆ นั้นดิ เราก็เนี่ยไม่มาเหมือนกัน คิดว่าอาทิตย์หน้านายถ้าไม่มีใครมาก็ไม่จำเป็นต้องมาหรอก (_ _”) แต่ถ้าเรามีแนวคิดที่ดี เราก็อาจจะบอกเค้าไปว่า เออนายอย่าพึ่งคิดมาก นายจำได้ป่ะวงกลมวงแรกในแผนธุรกิจอ่ะคือใคร คือตัวเราเองนะ เราเชื่อว่าวันนึงนายอ่ะจะต้องมีองค์กรเป็นร้อยเป็นพันคนในอนาคตแน่ๆ เลย อย่างน้อยๆ นายมา center จะได้เตรียมความพร้อมสำหรับองค์กรนายไง ใครไม่มาเรามาก่อน เชื่อดิเดี๋ยวพอนายมีทักษะมากขึ้น มีแนวคิดดีๆ มากขึ้น นายจะมีวิธีการดีๆ ไปโปรโมตเพื่อนๆ ให้ตามนายมาได้แน่นอน ประมาณนี้แล่ะครับ ^^

^^ เพื่อนๆ ลืมทำ AAR กันอ่ะป่าว

8

Posted by admin | Posted in เรียนการเริ่มธุรกิจ | Posted on 01-04-2010

หลังจากผมได้ไปเข้าห้องน้องทอมเมื่ออาทิดโน้นน ก็ได้เนื้อหาดีๆ มาแบ่งปันเพื่อนๆ ครับ – - แต่เนื้องด้วยงานเยอะมากๆ เลยทำให้เรื่องใหม่ๆ ออกมาช้าหน่อย วันนี้ผมจะมานำเสนอเรื่อง AAR หรือ After Action Review หุหุ ฟังแล้วเท่ป่ะครับ AAR พอดีวันนั้นในห้องเรียนที่ center น้องทอมได้ถามเพื่อนๆ ว่าการไปสปอนเซอร์เนี่ยคิดว่าเป็น Active หรือ Passive น้องทอมบอกว่าจะดูว่า Active หรือ Passive ให้ดูหลังจากที่สปอนเซอร์เสร็จแล้วเราทำสิ่งที่เรียกว่า AAR ต่อหรือไม่

ทำ-AAR

แล้ว AAR ที่ผมบอกมันมีอะไรบ้าง ต้องทำอะไรบ้าง วิธีการทำ AAR ที่ง่ายมากๆ คือเอากระดาษมา 1 แผ่นครับ จากนั้นแบ่งครึ่ง แล้วเขียนด้านนึงว่า เรา อีกด้านนึงคือชื่อเพื่อน แล้วไล่สิ่งที่เราได้ทำไปในการสปอนเซอร์ให้เพื่อนดู แล้วก็มาถึงฝั่งเพื่อนว่านี่นายทำอะไรไปบ้างในการสปอนเซอร์ครั้งนี้

AAR

จากรูปเลยนะครับสมมุติวันนี้เรา (เป็น UL) ช่วยเพื่อนเราสปอนเซอร์ A ไม่ได้ เราก็ควรบอกเพื่อนเรา ไม่เป็นไรนะเคสวันนี้เพื่อนนายเค้าอ่ะมีศักยภาพมากๆ แต่เค้าอาจจะยังเห็นภาพความสำเร็จไม่ชัดเจนเหมือนนาย ไว้นายสำเร็จระดับนึงแล้วลองกลับไปชวนดูน่าจะพอไหวเลยหละ แต่นายเองก็สุดยอดมากๆ ใช้เวลาไม่เท่าไหร่เลยสามารถนัดหมายเพื่อนแบบนี้ให้มาฟัง aimstar ได้ สุดยอดเลย

เราก็จะแนะนำเพื่อนเราว่าเนี่ย นายเห็นป่ะเนี่ยที่เราทำไปทั้งหมดเรียกว่า 4 ขั้นตอนในการสปอนเซอร์ไงประกอบด้วยนี่ 1 2 3 4 เป็นไงไม่ยากเลยช่ายป่าว แล้วนายหละวันนี้นายทำอะไรบ้าง เนี่ยนายได้โปรโมต กับถามนำป่าว วันนี้นายยังไม่ได้ทำช่ายม้า ไม่เป็นไรวันนี้นายสุดยอดมากๆ แล่ะ แต่ถ้านายโปรโมตเราไป เพื่อนราจะได้พอรู้ว่าเออคนที่จะมาเล่าเรื่องราว aimstar ให้เค้าฟังมี profile ยังไง น่าสนใจยังไง นายว่าดีกว่าป่าว เพื่อนก็บอกเออ น่าจะดีกว่า แล้วเราก็ไล่ลงไปตามหัวข้อเรื่อยๆ เออ อย่างสื่อวันนี้เราเห็นนายไม่มี CD ติดตัวเลย ครั้งหน้าเราว่านายน่าจะมีการเตรียม CD เผื่อไว้หน่อยน่าจะดีนะ นายลองคิดดูถ้านายมีอุปกรณ์พวกนี้พร้อมนะ เพื่อนที่เค้ามาฟังเค้าต้องคิดว่าเออ นายแบบทำงานดูเป็นมืออาชีพมากๆ เลย =..= น้องทอมบอก เชียร์ๆ ชมๆ ครับ เพื่อนเราเค้าจะได้มีกำลังใจ

สัก 3 เคส เค้าก็จะเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่ควรทำมีอะไรบ้าง วันนึงเค้าก็จะเป็นคนถ่ายทอดเรื่องราวพวกนี้สู่ทีมงานของเค้านั้นเองครับ ความหมายของคำว่า PASSIVE ในที่นี่ก็คือ ถ้าเราไม่อยู่ เค้าสามารถทำต่อเองได้หรือป่าวนั้นเองครับ

แนวทางการตั้งเป้าหมายครับ

4

Posted by admin | Posted in เรียนการเริ่มธุรกิจ | Posted on 14-03-2010

ในที่สุดผมก็ได้มีเวลามาอัพเดทเรื่องนี้สักที (_ _”) คือจริงๆ ช่วงนี้งานประจำก็ยุ่งมากๆ เพราะจะเปิด Project อีก 2 ที่ ผมเป็นคนคุมด้วย และเนื้องาน aimstar ก็พยายามอัดให้แน่นๆ เลย เรื่องการตั้งเป้าหมายเนี่ยผมว่าดีมากๆ ครับ หลายคนจะได้นำไปใช้ด้วยว่า ถ้าเราจะเป็นตำแหน่งไรสักอย่างเดือนนี้จะต้องทำไงบ้าง นี่คือแนวทางการทำงานแต่ละเดือนจะคล้ายๆ รูปข้างล้างนี้ครับ จะเห็นว่าการตั้งเป้าหมายเป็นส่วนสำคัญส่วนนึงเลย

การตั้งเป้าหมาย

น้องอู๊ดบอกครับการตั้งเป้าหมายที่ดีต้องประกอบด้วยส่วนสำคัญดังนี้

  • เป็นเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงไปเลย คือเดือนนี้ประกาศเป้าหมายอะไรไปนี่แล่ะครับคือจุดที่เรากำหนดตัวเราเองไว้
  • ต้องสามารถวัดผลได้จริง
  • ต้องสามารถทำได้จริง
  • อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง
  • สอดคล้องกับระยะเวลา

สิ่งที่สำคัญนอกจากการตั้งเป้าหมายแล้วสิ่งที่จะสามารถบอกได้ว่าเราจะถึงเป้าหมายเราคือการประเมินเลยครับ การประเมินงานที่สุดคือการประเมินตัวเองคือตัวเองจริงๆ และตัวเองกับทีมงานครับ

  • รายวัน –> สปอนเซอร์ส่วนตัวหรือยัง หรือเพิ่มเติมเนื้อหาอะไรให้ทีมงานบ้าง ทักษะ แนวคิด วีธีการ
  • รายสัปดาห์ –> เนื้องานที่ทำรายวันส่งผลเป็นไงบ้าง
  • รายเดือน –> ถึงเป้าหมายหรือไม่ถึง (เนื้องานพอหรือป่าว)

เพื่อนๆ อาจจะสงสัยแล้วอะไรหละที่เราจะเอามาเป็นดัชนีชี้วัดหรือการประเมินว่าเราจะถึงเป้าหมายหรือไม่ มีอยู่ 4 ปัจจัยครับ

  1. ยอด PV
  2. ทักษะทั้งของเราและทีมงาน
  3. อุปกรณ์ สื่อ สินค้า
  4. จำนวนคนเข้างานต่างๆ

การตั้งเป้าหมาย2

 เพื่อนๆ อ่านแล้ว 4 ช่องนี้อะไรสำคัญสุดครับ แน่นอนครับยอด PV เนี่ยเป็นตัวบ่งบอกเลยว่าเรามาถึงเป้าหมายหรือป่าว แต่ที่สำคัญที่สุดน้องอู๊ดบอกว่าคือทักษะเลยครับ หมายถึงความรู้พื้นฐานและวิธีการที่นำไปใช้ทั้งของเราเองและของทีมงาน ลองคิดดูสิครับเดือนนี้เพื่อนๆ บอกว่าจะเป็น Bronze Star แต่ตัวเองยังเขียนแผนไม่ได้ ยังพูดแฟ้มไม่ได้ผมว่ามันไม่ใช่แน่ๆ (+ + ) หรือทีมงานเราเองที่ตั้งเป้าหมายจะเป็น HB เค้ายังไม่รู้จัก 7-4-5 เลย มันก็คงจะผิดแนวทางเหมือนกัน

ทักษะ

สิ่งที่สำคัญรองลงมาเลยคืออุปกรณ์ครับ อุปกรณ์ในที่นี่หมายถึง แฟ้ม สื่อและโบว์ชัวร์ต่างๆ สินค้าของ aimstar  ถ้าทำ house ก็ควรจะมีไวท์บอร์ดด้วย และรวมถึงที่ประชุมหรือที่ใครๆ เรียกว่า Center อ่ะครับ ในส่วนของสินค้าก็จะหมายถึงประสบการณ์โดยตรงจากตัวเราเอง ซึ่งทำให้เราเองควรจะทดลองใช้สินค้าให้หลากหลายครับ จะได้หาความประทับใจมาเล่าให้เพื่อนๆ เราฟัง ผมว่าเพื่อนๆ ส่วนใหญ่เลยที่เราไปชวน เค้าไม่ได้อยากรู้ว่าขั้นตอนผลิตจากไหน วัตถุดิบดีขนาดไหน แต่ที่เค้าอยากรู้จริงๆ คือเราอ่ะใช้แล้วเป็นไง คนในครอบครัวเราหรือคนรอบข้างเราเค้าใช้แล้วเป็นไงบ้าง นี่แล่ะครับ เราก็จะได้เอาเรื่องพวกนี้ไปถ่ายทอดต่ออีกรอบ

ในส่วนของสื่อครับ ยิ่งเป็นพวก CD หรือชีทข้อโต้แย้ง ไส้แฟ้ม เราควรเตรียมให้ครบและสำรองไว้ไม่ให้ขาดเลยครับ เพราะเพื่อนๆ ก็รู้ว่าการฝากสื่อจะทำให้เรามีเรื่องที่จะไปติดตามเพื่อนๆ ต่อ

แล้วที่ประชุมหละครับทำยังไงถึงจะชวนทีมงานหรือเพื่อนใหม่ๆ ไป center ได้ อย่างแรกที่เราควรรู้เลยคือ ตาราง center ครับ จะได้ทราบว่าวันนี้เค้ามีเนื้อหาอะไรกัน ใครเป็นคนทำหน้าที่อะไร จะได้โปรโมตทีมงานได้ถูก

ผมว่านี่แล่ะครับ ทักษะและอุปกรณ์เป็นสิ่งสำคัญมากๆ สองส่วนนี้เรียกง่ายๆ เลยว่าเป็นส่วนของการถ่ายทอด เพื่อจะให้เกิดในส่วนของคนเข้าบรรยากาศ และสุดท้ายคือ PV ที่เกิดขึ้น ถ้า PV เกิดจากทีมงานเราที่มีทักษะที่ดี มีวิธีการที่ดี ผมว่ามั้นใจได้เลยว่าองค์กรของเราสามารถเติบโตได้แน่นอนครับ

งั้นใครหละครับที่คือ คนที่ใช่สำหรับตั้งเป้าหมายด้วยได้ คนที่ใช่เป็นยังไง น้องทอมเคยบอกผมสั้นๆ ว่า คนที่ใช่อย่างแรกเลยที่สังเกตุง่ายๆ เค้าเป็นคนที่นัดง่ายครับ แล้วนอกจากนัดง่ายแล้วมีอะไรอีกบ้างตามข้างล่างเลยครับ

การตั้งเป้าหมาย

 วิธีการทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมาย อย่างแรกเลยต้องทำงานกับคนที่ใช่ครับ พูดง่ายๆ คือคนที่เอาจริงและตัดสินใจสำเร็จ โดยเป็นคนที่นัดง่ายอยากจะมาเจอเรา เพื่อเรียนรู้และเพิ่มทักษะ จากนั้นวางแผนงานทำงานทุกวันให้แน่นที่สุดอันนี้รวมถึงนัดส่วนตัวและช่วยทีมงาน สำคัญสุดๆ คือตัวเลข 80% และ 20% ให้เราทำงานกับคนที่เอาจริง 80% และใช้เวลากับคนที่ยังไม่เอาจริง 20% ครับ

 ไล่เป้าหมาย

 ตัวอย่างเลยครับสมมุตินี่เป็นต้นเดือนหละกันนะครับ เราเองก็คงต้องคุยกับองค์กรของเราเพื่อประเมินและทราบเป้าหมายของทีมงานแต่ละคน เราเองก็คงคุยเรื่องเป้าหมายของคนที่ชัดเจนในองค์กรเราแล้วลงเนื้องานว่าเดือนนี้เค้าจะต้องทำไรบ้าง focus ใครบ้าง จากนั้นมาไล่เป้าหมายกันดู

ไล่เป้าหมาย 2

ดูจากรูปเลยครับ หลังจากเราคุยกับทีมงานแล้วก็ทราบว่า E, F, B ฝั่งขวามีเป้าหมายจะเป็น Bronze Star เดือนนี้ซึ่งต้องมียอด Balance 10,000 pv เราก็เริ่มไล่มาจาก E และ F ที่อยู่ใต้สุดเลย 10 = 10,000 นะครับ ไล่มาเราก็จะทราบว่า C เนี่ยมี Balance ที่ 20 และเป็น Silver Star เราก็จะได้คุยกับ C ถึงเป้าหมายว่า C จะต้องทำไงเพื่อช่วยให้ E และ F ถึงเป้าหมายแล้วตัวเองถึงด้วย ไล่มาถึง  B เราก็จะทราบว่า B เองด้านขวา 40,000 pv แล้ว ยอดซ้ายจะเป็น 10,000 pv ส่งขึ้นไปขวาเรา 50,000 ซึ่งหมายถึง Platinum Star

หลังจากเราคุยกับทีมต่อเราจึงทราบว่า A, D และ G ฝั่งซ้ายเราก็มีเป้าหมายที่จะเป็น Bronze Star เหมือนเพื่อนๆ ด้วย เราก็เริ่มไล่มาจาก G และ D เราก็จะทราบว่ายอดที่ส่งมาด้านขวา A = 30,000 pv รวมกับยอดซ้ายที่เป็นเป้าหมายของ A อีก 10,000 pv ก็จะส่งยอดให้ด้านซ้ายเรา 40,000 pv สมมุติเราเองก็ตั้งเป้าหมายไว้เดือนนี้ที่ Platinum Star เราต้องทำไงครับ

หลายคนบอกก็บอกทีมงานให้รีบโตๆๆ ดิ เราจะได้อีก 10,ooo pv บายๆ เลย แต่ผู้นำที่ดีไม่เอาเป้าหมายของทีมงานมาเป็นเกราะกำบังตัวเองครับ อีก 10,000 pv ที่ขาดเราต้องลงไปทำเพิ่มเองครับ เช่นอาจจะสปอนลูกใหม่หรือลองไปช่วยให้ H เป็น Half Bronze ให้ได้

 ไล่เป้าหมาย 3

 

อยู่ระหว่างจัดทำ