สิ่งที่ได้เรียนรู้ช่วงเดือน ตค ที่ผ่านมา

1

Posted by admin | Posted in เรียนการเริ่มธุรกิจ | Posted on 02-11-2011

เป็นไงบ้างครับเพื่อนๆ บ้านหลายคนอาจจะประสบปัญหาน้ำท่วมก็จะซีเรียสเกินนะครับ ^^ ยังไงเดี๋ยวมันก็ลดค่อยกลับมาทำ aimstar ใหม่ยังทันครับ

เพื่อไม่ให้เป็นการเครียดผมเลยจะนำเสนอเนื้อหาต่างๆ ที่ผมอาจจะได้ไปงานหรือตกผลึกเพิ่มเติมจากการมาเรียนรู้ในคอร์สและ center ของ clover lucky ให้เพื่อนๆ ที่ทำ aimstar ได้มาพิจารณากันหรือนำไปต่อยอดต่อได้ครับ

งานแรกไม่ใช่งานไหนครับคืองาน งาน level up ของกลุ่ม clover group ที่ผ่านมา ผมเองก็ได้มีโอกาสครับอัญเชิญตัวเองกลับมานั่งในห้อง HB อีกรอบ ขณะแอบนั่งยังมาเจอน้องทอมถามว่าพี่เอาจริงเหรอห้องนี้ =..= เอาจริงๆ ดิ จริงๆ ไม่ใช่อะไรหรอกครับแต่บางทีเวลาองค์กรตัวเองติดขัดบางเรื่อง ผมเองบางทีคิดว่าตัวเราเองอาจจะมองข้ามปัญหาหรืออุปสรรคบางอย่างที่เพื่อนๆ ใหม่เราเจอ เพราะเราได้เคยก้าวข้ามผ่านจุดนั้นไปแล้ว หรือบางทีเราเองอาจจะยังพลาดทักษะง่ายๆ หรือคำพูดง่ายๆ ที่เราลืมเกือบใช้ ผมยังจำคำพูดน้องทอมได้ว่าในธุรกิจเครือข่ายส่วนใหญ่เราไม่ได้พลาดนะครับเรื่องใหญ่อะไร แต่มักจะพลาดกับเรื่องเล็กๆ นี่แล่ะครับที่ผมว่าบางทีมันเป็น key word ที่ซ่อนอยู่

คนที่มาถ่ายทอดเรื่องราวไม่ใช่ใครครับ คนแรกเป็นน้องต้าสุดหล่อ มาในเรื่องของ BS1 และ BS2 โดยสรุปเป็นภาพรวมๆ ดังนี้ครับ

ถ้าใครเคยดู BS1 และ BS2 แล้วจะจำได้ว่า BS1 มีคำพูดง่ายๆ ว่าดูก่อโทร ส่วน BS2 ให้ดูก่อนทำ ถ้าถามผมในส่วนตัวผมว่าเนื้อหาใน BS1 เนี่ยเหมาะมากๆ เลยที่เราสามารถนะครับนำไปใช้ในการนัดต่อหรือพูดง่ายๆ หลังจาก SP แล้วเรามีโอกาสได้เจอเค้าอีกครั้งจะก่อน Center หรือ หลัง Center ก็ได้ อย่างที่ทุกๆ ทราบ น้องต้าบอกไว้ครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคำว่า เป้าหมาย เพราะธุรกิจเครือข่ายข้อดีคือไม่มีเจ้านาย แต่คำว่าไม่มีเจ้านายเนี่ยมันอาจจะเป็นข้อเสียก็ได้ เพราะเวลาเราไม่มีใครมาคอยบังคับสุดท้ายเราก็เลยไม่ค่อยได้ทำอะไร เป้าหมายจะเป็นทิศทางที่กำหนดให้เราออกไปทำงานในธุรกิจนี้ครับ

แน่นอนเลยเวลาไปเจอเค้าอีกครั้งเราคงจะไปเคลียคำถามและข้อสงสัยบางอย่างๆ สุดท้ายก่อนแยกย้ายกันเราคงนะครับได้มีโอกาสพูดเรื่องราวเกี่ยวกับเป้าหมาย แต่การจะพูดเป้าหมายให้อิน น้องต้าเค้าแนะนำมาเราควรใช้คำถามเชิงบวกนำไปก่อน เช่น ตะกี้ที่ผมเล่าให้พี่ฟังอีกรอบ พี่ว่าแผนธุรกิจนี้ถ้าพี่ทำแล้วได้ ทั้งรายได้ เวลา และการท่องเที่ยวพี่ว่าดีไหมครับ หรือ พี่ว่าแผนธุรกิจนี้ถ้าพี่ทำแล้วไม่เกิน 1 ปีมีรายได้เดือนละ 1 แสนพี่ว่าดีไหมครับพี่ จัดไป 2 คำถามตอบว่า ดีและดี เราเองก็คงถามเค้าต่อแล้วถ้า 3-5 เดือนนี้เค้าเองคาดหวังอยากได้เท่าไหร่ แน่นอนครับ ถ้ามันดูน้อย เราควรจะสอดแทรกเรื่องของเราเข้าไปด้วยทำให้เค้าเกิดการขยายเป้าหมายตัวเอง ต้าบอกจะให้อินจังหวะนี้เปิดสมุด dream book ของเราเอง หลายคนงงคืออะไร dream book คือสมุดที่เก็บแรงบันดาลใจของเรา หลายคนบอกจะเอาจากไหนดี จริงๆ ง่ายที่สุดก็คือปกหลังของ work plan เราไงครับ บ้านที่เราอยากได้ รถที่เราอยากได้ ประเทศที่อยากไป จะได้ให้เค้าเกิดแรงบันดาลใจด้วย

ตัวอย่าง dream book

แน่นอนครับ ถ้าถามเป้าหมายเค้า เราคงจะใช้สมุด SP เปิดให้เค้าดูในหน้าตำแหน่งไล่ตำแหน่งให้เค้าดู ไล่มาจาก ruby จนถึง gold และ HB เราก็คงจะต้องบอกเค้าต่อเนี่ยพี่ 3 เดือนนี้ในการทำธุรกิจผมว่าสำคัญมากๆ เลยพี่ เป็นช่วงที่พี่ต้องทำความเข้าใจและสร้างความเชื่อมั่น ผมจะช่วยวางแผนให้พี่เป็น gold star ให้ไวที่สุด โดยภายใน 1 สัปดาห์ ต้าเค้าจะพยายามทำให้พี่คนนี้เป็น star ให้ไวที่สุด โดยทำข้อ 1-5 หมดเลยครับ สุดยอดจริงๆ

จะเป็น gold star ได้ไง ต้าเค้าจะช่วยค้า list รายชื่อโดยอยู่บนพื้นฐานของการไปให้ อยากให้ใครคิดว่าเค้าโชคดีที่เจอเรา  ผมแอบจำเทคนิคที่ทอมสอนการเป็น GL ได้เลยขอมาบอกเล่าให้ฟังครับ คือหลังๆ ผมเองไม่เคยบอกให้เค้า list มาแค่ 10-20 นะครับคือผมว่ามันน้อย เจอใครใหม่ๆ ผมพูดถึง gold star ผมจะช่วยเค้า list อาจจะได้ 10 คน 15 คน แล้วผมจะถามเค้าว่า ตอนแรกเราคิดว่าไม่เกิน 3 เดือนนายน่าจะเป็น gold star ได้ แต่นายสนใจม่ะ เราอ่ะแอบไปเจอเคล็ดลับในการเป็น gold star ใน 1 เดือนจากน้องทอมมา นายลองฟังไอเดียเราม่ะ ผมก็จะเริ่มเล่าเลยไอเดียนี้มันจะต้องอาศัยกฎค่าเฉลี่ยนะ เดี๋ยวนายลองฟังดู

ผมก็จะบอกเลยเดี๋ยวเราจะช่วยนาย list รายชื่อให้ครบ 80 รายชื่อ แล้วนายดูนะ ถ้านายอ่ะมี 80 รายชื่อ เดี๋ยววันนี้เราจะสอนเทคนิคการนัดหมายเบื้องต้นให้แล้วคืนนี้นายกลับไปดู BS1 เพิ่มนายจะเข้าใจมากขึ้น เนี่ย 80 ชื่อสมมุตินะนายดู BS1 แล้วนัดได้ 40 คน ก่อนที่นายจะไปเจอคนแรกนายดู BS2 เชื่อม่ะ เดี๋ยวแรกๆ เราจะทำให้นายดูก่อนเหมือนที่เคยเล่าให้นายฟัง เดี๋ยวนายดูเรานายก็ทำได้ 40 ตะกี้ที่นัดได้ สมมุติมีคนสนใจสมัคร 20 คน นายกับเราจะไปช่วยกันตาม 20 คนนี้อ่ะให้เค้ามีโอกาสมา center หรืองานต่างๆ ของ aimstar น่าจะได้สัก 10 คน เชื่อม่ะถ้านายมีคนตามนายมา center 10 คนนายเป็น Gold Star แหงๆ เลย แถมไม่เกิน 6 เดือนนายน่าจะเป็น ruby star มีรายได้ 1 แสนบาทต่อเดือนเลยทีเดียว

เชื่อไหมครับเพื่อนใหม่ๆ ที่ผมไปเจอแต่ละคน list กันเกิน 60 รายชื่อทั้งนั้นเลยตั้งแต่ผมลองเล่าวิธีนี้ให้ฟัง จากนั้นน้องต้าบอกมีรายชื่อแล้ว เราควรจะสอนการนัดหมายเบื้องต้นให้เค้า โดยมี key word คือ มีเรื่องปรึกษา หรือ ชวนมาดู สิ่งที่สำคัญในการนัดหมายที่เราควรจะสอนเค้าคือ

  • small talk หาความต้องการ
  • ทำให้สนใจไม่กดดัน
  • Why i join

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อย่าลืมอยู่นัดหมายกับเค้า หลายคนชอบบอกให้กลับไปโทร เชื่อหรือป่าวครับไม่ถึง 10% เลยคนที่เราเจอเค้าจะกลับไปโทรนัดเพื่อน สุดท้ายจะดีมากๆ ครับถ้าเรามีโอกาสนั่งอยู่กับเค้าตอนเค้านัดเพื่อนคนแรกๆ ของเค้า ยิ่งถ้ามีกระดาษ สามารถเขียนให้เค้าดูระหว่างเค้านัดหมายเพื่อนผมว่าสุดยอดเลย

น้องต้ายังฝากประโยคเด็ดๆ สำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่รู้จะปิดการ SP ด้วยการให้เพื่อนๆ สมัครยังไง น้องต้าบอกครับไม่ยาก ก็แยกย้ายกันให้ลองถามแบบนี้ครับ

  1. เนี่ยจากที่พี่ฟังมาพี่ว่าแผนดีไหมครับ เค้าตอบ ดี
  2. พี่ว่าถ้า 3-5 เดือนพี่มีรายได้สัก 30,000 – 50,000 บาท พี่ว่าดีไหมครับ เค้าตอบ ดี
  3. พี่ว่าการจะพิสูจน์ว่าธุรกิจดีหรือไม่ดี วิธีที่ง่ายที่สุดคืออะไรครับพี่ เค้าตอบ ก็ลองทำดู (คือการสมัคร) ถ้าเค้าไม่ได้ตอบมา เราคงตอบเอง ก็คือการสมัครและลงมือทำโดยมีการสนับสนุนจากทีมเราครับ

 

 

อยู่ระหว่างจัดทำ

คอร์ส Red Ant สุดยอดอ่ะ

1

Posted by admin | Posted in เรียนการเริ่มธุรกิจ | Posted on 03-07-2011

เรียกว่า ศุกร์ที่ผ่านมา ฝนตกรถติด แต่ center clover lucky ที่่หลักสี่ก็มีคอร์สดีๆ จัดขึ้นโดยน้องอัฐ (เปลี่ยนชื่อแล้ว จาก อู๊ดๆ ) ไดมอนท์สุดหล่อของเรา ซึ่งน้องเค้าบอกว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากการไปเข้าแคมป์ Platinum up มา โดยมีน้องคนนึงได้มาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับมดตัวเล็กๆ แต่ไม่เล็กเหมือนตัว เรียกว่าเป็นแนวคิดในการทำธุรกิจ aimstar ได้ดีมากๆ น้องอัฐ เลยได้ทำการค้นคว้าข้อมูลมามากว่า 2 เดือนเพื่อนำมาบอกเล่าเรื่องราวให้กับเพื่อนๆ ชาว clover lucky ฟัง สุดยอดมากๆ ครับ

หลายคนบอกว่า ทำไมต้องเป็นมดด้วย ลองรับฟังเรื่องราวต่อไปจากนี้ครับ แล้วคุณจะตะลึงว่ามดตัวเล็กๆ ที่เราเคยนะดูถูกพวกมัน จริงๆ แล้วพวกมันน่าทึ่งมากๆ เลยเริ่มกันเลยนะครับ

มดที่เราเห็นกันนะครับ มีหลายพันธุ์บนโลกใบนี้ เค้าว่ากันว่ามดมีอายุเฉลี่ยนะครับประมาณ 1 ปี โดยประมาณ แต่ที่น่าทึ่งคือมด ไม่เคยนอนครับ มันทำงานตลอด 24 ชม. พูดง่ายๆ ตั้งแต่มันจำความได้มันเริ่มทำงานจนมันตายเลยก็ว่าได้ ที่สำคัญมดเป็นสัตว์ที่สามารถนะครับยกของที่มี น้ำหนักมากกว่าตัวมันเองได้ถึง 50 เท่า สุดยอดมากๆ นี่เป็นแค่เริ่มต้นนะครับ เราลองมานับความน่าทึ่งของเจ้าสัตว์ตัวจิ๋วนี้กันดู

  1. มดเป็นสัตว์ที่ทำงานเป็นทีมมากที่สุดครับ พูดง่ายๆ เลยเราแทบจะไม่เคยเห็นมดตัวไหนระหว่างทำงานอู้เลยด้วยซ้ำ ทุกๆ ตัวรู้จักหน้าที่ของตัวมันเองพูดง่านยๆ น่าจะตั้งแต่มันเกิดเลยก็ว่าได้ มันทำงานเป็นทีมทุกๆ วัน มด 1 ตัว อาจจะดูไม่ค่อยน่าเกรงขาม แต่ถ้ามดหลายๆ ตัวอยู่รวมกันบอกได้เลยสุดยอดครับ เหมือน aimstar เราอ่ะครับ หลายๆ คนอาจจะบอกเราเก่ง เราทำคนเดียวได้ แต่สุดท้ายทำคนเดียว ก็เหนื่อยคนเดียว ทำเป็นทีมยอมได้ผลมากกว่า ลองดูรูปมดหลายๆ ที่ตัวช่วยกันทำใบไม้มาเป็นรังสิครับ ทุกๆ ตัวพร้อมใจกันทุกอย่างเลยเกิดขึ้นได้
  2. มดเป็นสัวต์ที่เสียสละครับ มันทำเพื่อมวลรวมมากกว่าตัวมันเอง มีตัวอย่างนึงที่ผมว่าสุดยอดมากๆ คือ มีมดบางพันธ์ครับที่เวลาที่รังมันเกิดภัยเช่นน้ำท่วม มดตัวที่แข็งแรงจะเอาตัวเองครับขึงเป็นแพเพื่อให้ไข่และตัวที่อ่อนแอกว่าอยู่ด้านร่าง ลอยไปเรื่อยๆ จนเจอฝั่ง ลองคิดดูสิครับ ต้องมีมดกี่ตัวที่จมน้ำตายระหว่างทาง แต่เพื่อให้ฝูงมันอยู่ด้วย องค์กรมันเดินต่อไปได้ บางตัวยอมเสียสละตัวเอง ลองมาเปรียบเทียบกับองค์กร aimstar ดูครับ ถ้าใครทุกคน คิดแบบมดพวกนี้คิด ผมว่าองค์กรนั้นต้องเติบโตด้วยแนวคิดที่ดีแน่นอน
  3. รังมดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีความยาวของรังทั้งสิ้น 6,437 กม. พูดง่ายๆ ถ้าดึงรังมดนี้ออกมาสามารถเอาวางพาดผ่านทวีปยุโรปได้ทั้งทวีปเลยทีเดียว =..= โอ้วแม่เจ้า
  4. มดเป็นสัตว์ที่ไม่เคยดูถูกพวกพ้องครับ มันให้ความสำคัญกับทุกๆ ตัวเท่ากัน ให้เกียรติกันและกันในการทำงาน ลองดูจากรูปสิครับ ผมเชื่อว่ามด 1 ตัวคงไม่สามารถพาตัวเองปีนขึ้นไปถึงใบไม้ได้ แต่มันอาศัยเพื่อนๆ มันเป็นสะพานแล้วเหยียบเพื่อนตัวเองเพื่อก้าวขึ้นไปทีละตัว 2 ตัว ผมว่ามดตัวบนที่ก้าวขึ้นไปคงไม่ใช่เห็นตัวล่างสุดเป็นกรรมกรคอยแบบน้ำหนักมันไว้ แต่มันกับให้ความสำคัญทุกๆ ตัวเท่ากัน จะขึ้นไปได้มดทุกตัวมีส่วนสำคัญ จะหายไปตัวใดตัวนึงไม่ได้ มดตัวข้างล่างก็คงคิดเช่นกันครับ เพื่อฝูงก้าวไปข้างหน้า มันก็คงไม่เคยมองว่าคนบนสุดเอาเปรียบมันแต่มันกลับดีใจครับ เนี่ยตัวบนป่านนี้คงจะไปเจออาหารแล้วเอากลับมาเยอะๆ แบ่งกันกินแน่นอน ^_^ สุดยอดเลย
  5. มดให้ความสำคัญกับการสื่อสาร
  6. มดให้ความสำคัญกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
  7. มดให้ความสำคัญกับระเบียบวินัย
  8. มดให้ความสำคัญกับเวลา เพราะมดเองมีอายุได้แค่ 1 ปี มันทำทุกอย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่่มันมีชีวิตอยู่ อย่างที่ผมบอกครับ มดไม่เคยนอนหลับ มันทำงาน 24 ชม.
  9. มดไม่เคยละความพยายามครับ แม้เจออุปสรรคมันจะพยายามาช่องทางหรือหนทางใหม่เสมอๆ ไม่รู้ใครจะใจร้ายเหมือนผมหรือป่าว ตอนเด็กๆ ผมชอบแกล้งมด T_T บางทีก็ไม่ให้มันกลับรังง่ายๆ เอาโน้นนี่ไปขวางมันไว้สุดท้ายครับมันก็หาทางกลับได้ทุกครั้ง แต่ผมว่าลองดูภาพข้างล่างน่าจะสุดยอดกว่า มด 1 ตัวครับอยากจะข้ามหน้าผา ผมว่าเป็นเรื่องบ้าๆ แน่ๆ ผมมดบินไม่ได้ -..- แต่โชคดีครับมันไม่เคยละความพยายามแถมนะครับ มีทีมคอยช่วย สะพานข้ามหน้าผาจากมดเลยเกิดขึ้นได้ แม่เจ้า มดมันไม่เคยยอมแพ้จริงๆ ด้วย
  10. มดไม่เคยคิดลบครับ นับเป็นข้อดีของมดมากกว่ามนุษย์สุดๆ เลย มดมันไม่เคยคิดว่าทุกอย่างคือปัญหาหรืออุปสรรค ในทางกลับกันมันกับคิดว่าเป็นบททดสอบให้ตัวมันและฝูงของมันฝ่าฟันไปให้ได้
  11. มดคิดถึงฤดูหนาวตลอดฤดูร้อน หลายคนสงสัยมันคืออะไร จริงๆ ในบางประเทศครับที่มีฤดูหนาว มดพวกนี้แล่ะครับ ระหว่างฤดูร้อนมันคิดถึงฤดูหนาวอยู่ตลอดเวลา พวกมันรู้ว่าต้องรีบทำงานหนักช่วงนี้เพื่อจะได้มีอาหารรับประทานอยู่ในรังตลอดช่วงฤดูหนาว มันไม่เคยชะล่าใจกับอาหารที่มีอยู่เพียบพร้อมในฤดูร้อน แต่มันกับให้ความสำคัญในวันที่อาหารอาจจะไม่มีอยู่แล้วคือฤดูหนาว หากลองเปรียบเทียบกันคนเรา หลายๆ คนพอประสบความสำเร็จในระดับนึงกับชะล่าใจกับความสำเร็จที่อยู่ตรงหน้า ไม่ได้ก้าวต่อไปหรือหยุดอยู่กับที่แล้ว ลองเทียบกับคนทำ aimstar บางคนที่ช่วงแรกๆ เติบโตไวมากๆ แล้วชะล่าใจกับรายได้ที่อยู่ตรงหน้า หลงลืมทีมงานที่เคยฝ่าฝันกันมา เราสบายแล้ว เราชิวแล้ว คนอื่นๆ ก็ช่าง สุดท้ายครับองค์กรที่สร้างมาค่อยๆ หายไปๆ จนไม่เหลืออะไร เพียงเพราะคนนั้นเค้าชะล่าใจเกินไปกับความสำเร็จที่อยู่ตรงหน้า
  12. มดคิดถึงฤดูร้อนตลอดช่วงฤดูหนาวครับ ระหว่างฤดูหนาวที่แสนยากลำบาก มันคิดถึงฤดูร้อนตลอดเวลาว่าอีกไม่นานฤดูหนาวที่หนาวเหน็บจะผ่านไป กลายเป็นไออุ่นของฤดูร้อน มีกลิ่นทุ่งหญ้ามีอาหารสำหรับพวกมันเต็มไปหมด เหมือนกันครับ ระหว่างที่เราเจออุปสรรคให้คิดครับ ฟ้าหลังฝนยังมีเสมอ อดทนรอคอยความสำเร็จที่จะเกิดขึ้น อย่าพึ่งล้มเลิกไปซะก่อน ทุกครั้งที่เจออุปสรรคครับ ให้คิดว่ามันคือบทพิสูจน์
  13. มดทุ่มเทสุดความสามารถ ใช้ทุกอย่างที่มันมีฝ่าฟันอุปสรรคไปให้ได้ พวกมันคิดเสมอครับทำวันนี้เพื่อวันข้างหน้า หากลองดูภาพข้างล่าง ผมต้องถามเพื่อนๆ ก่อนเลยว่าอยากจะเป็นมดตัวไหน ผมว่าหลายๆ คนอาจจะบอกว่าอยากเป็นตัวบนสุด เพราะท่าทางจะสบายสุด น้องอัฐบอกว่า เราเองน่าจะเป็นตัวล่างสุดครับ ที่คอยแบกขอนไม้ให้มดตัวอื่นๆ ถามว่ามันคืออะไร เหมือนตัวเราอ่ะครับ เราเองเป็นคนแบกสะพานให้ทีมงานเรารุ่นต่อๆ ไปเค้าก้าวผ่านปัญหา และอุปสรรคไปได้ ให้องค์กรสามารถเติบโต โดยมีเราคอยประคับประคองไว้ ผมว่า ภาพนี้สุดยอดมากๆ เป็นแรงบันดาลใจได้ดีจริงๆ ครับ
  14. สุดท้ายเราคงมาสรุป ข้อคิดที่ได้จากมดตัวเล็กๆ เหล่านี้อีกรอบ ว่าเราได้อะไรจากมดนี้บ้าง
    1. อย่ายอมแพ้อะไรง่ายๆ
    2. มองไปข้างหน้าเสมอ
    3. คิดแต่แง่ดี
    4. ทำเต็มความสามารถ

เชื่อเหลือเกินครับ เนื้อหาเรื่อง red ant จะเป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนๆ หลายคนๆ ที่อาจจะทำเอมสตาร์หรือไม่ได้ทำเอมสตาร์ นำไปปรับใช้กับการทำงานหรือธุรกิจได้ไม่มากก็น้อย

 

 

อยู่ระหว่างจัดทำ

เชคง่ายๆ กับการสปอนเซอร์ 3 แบบ

0

Posted by admin | Posted in เรียนการเริ่มธุรกิจ | Posted on 10-05-2011

วันนี้มีเนื้อหาดีๆ มานำเสนอเพื่อนๆ อ่ะครับ อาจจะไม่ใช่เนื้อหาอะไรใหม่มากมาย แต่ผมว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ หลายคนที่พึ่งเริ่มทำ aimstar หรือบางคนทำมาสักพักแล่ะแล้วพบว่า เอ ทำไมองค์กรเราถึงไม่ค่อยโตนะ จะว่ากันจริงๆ การ recheck องค์กรก็มีหลายรูปแบบนะครับ เพียงแต่วันนี้ผมจะมานำเสนอในรูปแบบคำว่า สปอนเซอร์ ง่ายๆ ที่หลายๆ คนเรียกว่า “การเปิดโอกาสทางธุรกิจ” นั้นเอง ว่ามันเองสามารถบ่งบอกอะไรให้เราได้บ้าง หรือเรากำลังจะลืมเป้าหมายในการสปอนเซฮร์แต่ละรูปแบบไปหรือป่าว

เริ่มจากง่ายๆ เลย ผมเชื่อว่าหลายคนจำได้นะครับว่าการสปอนเซอร์มีกี่รูปแบบเอ่ย หุหุ แอบไปนั่งนับกันไปนับกันมาสรุปได้ว่ามี 3 รูปแบบนั้นเอง

  • 2:1 กับ UL แน่นอนเลย เป็นช่วงแรกที่เราพึ่งเรียกว่าเป็นมือใหม่ในการทำธุรกิจ aimstar ข้อมูลบางอย่างเราก็ไม่ค่อยรู้ เขียนแผนก็ยังไม่ค่อย โชคดีครับที่เราจะมีโค้ชหรือพี่เลี้ยงพูดง่ายๆ ก็คือคนที่ชวนเพื่อนๆ นั้นเอง ที่จะออกไปแนะนำโอกาสทางธุรกิจด้วยกันกับเรา แต่เอาจริงๆ ผมว่าหลายคนหลงประเด็นในข้อนี้ไปพอสมควร หลายคนคิดว่า เอทำไมเนี่ยเราไปกับเพื่อนเรานะ profile โคตรดีเลย แต่ทำไมเคสวันนี้ที่ไปทำชวนเพื่อนไม่ได้ สงสัยธุรกิจนี้มันจะยากจริงๆ ขนาดเพื่อนเรานะเก่งแบบนั้นยังชวนไม่ได้เลย
    • ทำไมทำมาหลายคนเลยพาลเลิกซะก่อนเลย เอาจริงๆ แล้วเป้าหมายในการไปสปอนเซอร์กับ UL นั้นไม่ใช่คำตอบสุดท้ายคือ ได้ หรือ ไม่ได้ แต่จริงๆ คือการให้เราออกไปเรียนรู้ หรือ on the job traning กับ UL ว่าการจะไปแนะนำเพื่อนๆ ต้องมีขั้นตอนไรบ้าง เพื่อไรให้เราเข้าใจและสามารถไปทำต่อได้ โดยปกติผมว่าเราคงจะมีการไปกับ UL ไม่เกิน 5 ครั้ง ถ้ามากกว่านี้ผมว่า UL เพื่อนๆ คงไม่ได้สอนทักษะอะไรให้เพื่อนๆ เลยนะครับ =..=

 

  • 1:1 ส่วนตัว นี่แล่ะครับผมว่าเป็นสิ่งสำคัญเมื่อเราเริ่มเรียนรู้แล้ว มีความเข้าใจ หน้าที่ของเราคือออกไปหาขุนพลที่จะมาร่วมธุรกิจกับเรา โดยการออกไปทำงานแบบ 1:1 คือเราสามารถนัดคุยกับเพื่อนๆ ได้เองโดย UL ไม่ต้องไปช่วย สามารถเปิดภาพธุรกิจได้เป็นอย่างดี เราจะออกไปทำงานเพื่อนหาคนที่จะมาเป็นขุนพลของเราในการขยายองค์กรธุรกิจ อาจจะเป็นคนรู้จัก เพื่อนเรา เพื่อนของเพื่อนที่เราได้ list รายชื่อออกมา พอเราเริ่มเจอขุนพลแล้ว เราก็จะมีโอกาสออกไปทำงานในแบบสุดท้ายคือ 2:1 กับ DL ของเรา
  • 2:1 กับ DL เป็นการสปอนเซอร์แบบสุดท้าย โดยเรามีประสบการณ์และความรู้แล้ว และเริ่มมีองค์กร เราเลยออกไปช่วยคนที่เราชวนมาหรือ DL ให้เค้าสามารถเรียนรู้การไปเปิดภาพธุรกิจให้เพื่อนๆ ของเค้าเข้าใจ เหมือนที่ UL เคยสอนเราในตอนแรก เมื่อเพื่อนใหม่เราเริ่มมีทักษะ เค้าก็จะออกไปค้นหาขุนพลของเค้าได้เองในอนาคต เป็นการชี้วัดการเติบโตขององค์กรเราเลยทีเดียว
  • 

 

ดูผิวเผิน ผมว่าทุกคนเข้าใจการ สปอนเซอร์ 3 แบบที่ว่ามาแน่นอน แต่มีใครหลายคนสงสัยไหมครับ เนี่ยเราก็มีเนื้องานเยอะนะ ทำไมเราไม่โตสักที ถ้าเรายังจำรูปข้างล่างนี้ได้ผมว่าเราจะเข้าใจเลย เป็นรูปสามเหลี่ยม บนสุดคือ 2:1 กับ UL เพราะเราจะออกไปกับ UL แค่ประมาณ 5 ครั้งเลยอยู่บนสุดหมายถึงจำนวนครั้งที่น้อย ต่อมาคือ 1:1 เมื่อเราเก่งแล่ะ เราเลยออกไปค้นหาขุนผลของเราเอง สุดท้ายเมื่อเราเริ่มมึขุนพลเราเลยมีงาน 2:1 กับ DL เรามากที่สุด

ประเด็นคือ เพื่อนๆ ผู้นำที่องค์กรไม่โต เคยสงสัยไหมครับ เนี่ยเดือนนี้นะเรามีเคสส่วนตัวเยอะนะ เรามีแบบ 1:1 ทั้งเดือนถึง 10 เคสเลย เรียกว่าสปอนเซอร์กันสุดๆ แต่เรามีเคสแบบ 2:1 กับ DL เรานะมีแค่ 3 เคสเองทั้งเดือน นี่แล่ะครับจุดน่าสังเกตุเลย ผมว่าเดือนไหนที่เรามูฟ เราโต เราต้องมีเคส 2:1 กับ DL เยอะกว่าเคสส่วนตัว 1:1 จริงไหมครับ พูดง่ายๆ ถ้าเรามีแต่เคส 1:1 แปลว่าเรากำลังทำงานโดยใช้ Power of Me ชัดๆ เลยคือหาอยู่คนเดียว เพราะพูดง่ายๆ เราหาเอง 10 คน กับ DL เรา 5 คนช่วยๆ กันหา ผมว่าแบบ 2 เนี่ยในอนาคตมันก็จะเกิด Power of Network ขึ้นมาและโตต่อง่ายกว่ามากๆ

แล้วหลายคนสงสัย อ้าวแล้วทำไงจะทำให้เรามี 2:1 กับ DL เราเยอะๆ ได้หละ ก็กลับมาที่จุดแรก เมื่อเราออกไป 1:1 ได้กลุ่มคนมาจำนวนนึงแล้ว เราเคยสอนเค้าหรือนัดเค้าต่อเพื่อมาสอนการนัดหมายเบื้องต้นแบบง่ายๆ หรือพาเค้าทำการค้นหารายชื่อหรือป่าว หรือเราเน้นแค่เค้าปิด sv ปิด sv ได้มา 1000 pv แล้วเราก็สบายใจ แน่นอนถ้าเรามีกลุ่มคนสัก 5 คนเข้ามาแล้ว 3 ใน 5 เริ่มมีรายชื่อและสามารถเริ่มนัดหมายเพื่อนได้ผมว่าเราจะมีงาน 2:1 กับ DL ในเดือนนั้นมากกว่าเคส 1:1 ส่วนตัวแน่นอนครับ และเชื่อเลยว่ามีความเป็นไปได้สูงทีเดียวที่เดือนนี้องค์กรเราจะเติบโตขึ้น เพราะทีมงานเริ่มมีทักษะเบื้องต้นแล้ว

สิ่งที่ได้จากงาน level up

2

Posted by admin | Posted in เรียนการเริ่มธุรกิจ | Posted on 24-03-2011

งานกลุ่มของ clover group ที่ผ่านมามีงานดีๆ มากมายนะครับ แล่ะหนึ่งในนั้นคืองานนี้เลยครับงาน level up ซึ่งน้องทอมนะครับเป็นคนมาแบ่งปันเนื้อหาดีๆ ให้กับทีมงาน clover ทุกกลุ่มด้วยตัวเองเลย ถึงขนาดนะครับยอมไปเจแปนช้าไป 1 วัน ^_^ สุดยอดมากๆ

เนื้อหาหลายๆ ส่วนต้องบอกเลยว่า จึ๊กมากๆ 55 โดยเฉพาะอย่างแรกคือการยอมรับความจริงในองค์กรของเราเอง การที่เราจะยอมรับความจริงได้นั้นว่าทีมงานเราเป็นยังไง เทคนิคง่ายๆ ครับคือการเขียนแผนผังองค์กรลงในกระดาษ ซึ่งผมว่ามันเป็นอะไรที่ใครหลายๆ คนน่าจะทำอยู่แล้ว ยิ่งถ้าองค์กรยังไม่ได้เยอะมากผมว่าการเขียนลงไปในกระดาษเนี่ยดีที่สุดเลย ถามว่าการเขียนองค์กรในกระดาษดียังไงบ้าง ตามนี้เลยครับ

  • ได้เห็นภาพรวมองค์กร หลายคนอาจจะเปิดคอมซะเพลิน แต่การเปิดคอมมันก็ไม่ได้เห็นทั้งองค์กรในคราวเดียวต้องค่อยๆ เปิดไปเปิดไป แต่ถ้าเพื่อนๆ เขียนมันออกมา แน่นอนเลยครับ เราจะเห็นภาพรวมแน่นอน
  • ช่วยในการวิเคราะห์องค์กร และวางเป้าหมายแต่ต้นเดือน
  • ดีกว่านั้น สามารถนำแผนผังอันนี้แล่ะครับ ไปให้ UL ช่วยประเมินหรือวางแผนร่วมกันได้ ถ้าไม่ได้เขียนออกมา =..= ผมว่า UL เองเค้าก็ไม่รู้อ่ะครับ ว่าเป็นไงบ้าง

ลักษณะการเขียนองค์กรลงในกระดาษ ก็คงหน้าตาคล้ายๆ ในรูปครับ ถ้าองค์กรยังไม่เยอะมาก

หลังจากเราเขียนองค์กรแล้ว เราก็คงนะครับนำไปปรึกษา UL เกี่ยวกับการไล่เป้าหมายนี่แล่ะครับ ถึงคราวที่คำว่ายอมรับความจริงๆ เริ่มนำมาใช้แล่ะ 55 เพราะเป็นจุดที่ผมเคยตกหลุมมาบ่อยๆ เลยในการไล่เป้าหมายองค์กร ไม่ใช่แต่ผมคนเดียวนะครับ ทีมงานก็ด้วย T_T ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ตามรูปเลย

เดือน พ.ย. เริ่มอย่างงดงามครับจบที่ บรอนสตาร์ ฝั่ง balance 17,000 แต้ม เดือนที่ 2 เดือน ธ.ค. มูฟตำแหน่งอย่างต่อเนื่องเป็น silver star ที่ฝั่ง balance 23,000 แต้ม ไม่หยุดเท่านั้นเดือน ม.ค. ปีใหม่ เดือนปราบเซียนเป็น gold star ที่ฝั่ง balance 34,000 แต้ม เรียกว่าแรงสุดๆ 3 เดือน แต่ผลปรากฎว่าเดือน ก.พ. ที่ผ่านมาเกิดไรขึ้นไม่รู้แต้มฝั่ง balance เหลือแค่ 14,000 แต้ม เรียกว่าน้อยกว่าเดือนแรกที่เริ่มทำอีก =..= ถามจริงๆ ครับ เวลามีคนถามเรื่องเป้าหมายหรือเวลาเราประกาศเป้าหมาย เราจะประกาศตำแหน่งไรดี

ผมว่าหลายๆ คนเวลาอยู่ในวง after meeting สมมุตินะครับเป็นคนนี้ๆ เลย ผมว่ายังไงส่วนใหญ่เราก็ต้องประกาศเป้าหมายให้สูงกว่าที่เราเป็น 1 ระดับ คือเป็น platinum star แน่นอน แต่เอาจริงๆ อ่ะครับตัวเราเองรู้องค์กรเราดีเดือนที่ผ่านมาได้ 14,000 แต้ม จากที่เคยโตๆ เรียกว่าตอนนี้อ่ะกำลัง drop เลย องค์กรก็ไม่ค่อยได้เขียนเพราะเห็นโตเพลิน แต่พอผ่านมาเดือนนี้เรียกว่าความจริงมาเยือนเหลือ 14,000 แต้ม ถ้าพูดแบบบ้านๆ คือ silver star อ่ะ จะถึงหรือป่าวยังไม่รู้ นี่แล่ะครับ ตอนนี้ แผนผังองค์กร จะมีส่วนช่วยให้เพื่อนๆ เข้าใจว่าทำไมแต้มหายไป และแต้มจริงๆ ตอนนี้ที่น่าจะพอทำได้ น่าจะเป็นเท่าไหร่

ดูจากแผนผังองค์กรที่เขียน จากนั้นเราก็เริ่มไล่คะแนนจากล่างสุดขึ้นไปบนสุด ตอนนี้ดูแล้วน่าจะเป็น Gold Star ได้ในเดือนนี้ อมยิ้มในใจเอาว่ะ 30,000 pv ด้านซ้ายมาแล่ะ น่าจะได้ชัวร์ พอเอาแผนผังและคะแนนที่เขียนมาคุยกับ UL ว่า เออ Gold Star น่าจะพอไหวป่าว UL เริ่มถามเกี่ยวกับคนฝั่งซ้ายที่เขียนๆ มา นาย E เป็นไงบ้าง center มาป่าว ถข้าเรียนรู้ต่อเนื่องไหม เราบอก E อ่ะ มา Center บ้างไม่มาบ้างขึ้นอยู่กับอารมณ์แต่พอจะมีทักษะในการพูด Why i join และเขียนแผนพอได้บ้าง UL ถามต่อแล้ว F หละเป็นไง เราบอก F เนี่ยตั้งแต่สมัครเคยมา Center แค่ครั้งเดียว ทำอะไรไม่เป็นเลย สินค้าก็ยังไม่ได้ลองใช้  -..- UL เริ่มประมวลผลแล้ว D หละเป็นไง D เหรอคนนี้เป็นคนที่ตั้งใจมากๆ เลย เข้า Center ไม่เคยขาด ทักษะเบื้องต้นใน 7-4-5 ก็ได้ ดู CD พื้นฐานหมดแล่ะ เคยลองมาซ้อมเขียนแผนกันเขียนได้แต่คำเชื่อมยังไม่ดี  แล้ว B หละ B เป็น User ใช้แต่สินค้าบอกไม่สนใจธุรกิจ UL ไล่มาจนถึง A แล้ว A หละเป็นไง A เหรอเป็นคนที่ไม่ค่อยมา Center แถมตามยาก ไม่ค่อยรับโทรศัพท์ ช่วงนี้เห็นว่าติดสอบจบโทไม่ค่อยว่าง ULถามคนสุดท้ายแล้ว B หละเป็นไง เราตอบแบบมั้นใจ B เหมือน F เลยครับตั้งแต่สมัครยังไม่เคยมา Center สินค้าก็ยังไม่ได้ซื้อใช้เลยครับ T_T

จากที่ตอนแรกมา 30,000 ไล่ไปไล่มาต้องยอมรับความจริงกับตัวเองว่า คะแนนที่พอจะเป็นไปได้ตอนนี้เหลือแค่ Bronze Star นี่คือเรียกว่าคะแนนที่น่าจะเป็นไปได้ แต่ถ้าหากได้เพิ่ม ผมว่ามันก็ต้องทำอะไรเพิ่มบางอย่าง ไม่งั้นบางที 10,000 pv นี้ยังอาจจะไม่ถึงด้วยซ้ำ เริ่มแรกก็นัดคุยกับ D,E เลยครับพูดง่ายๆ นี่คือไพ่ที่มีอยู่ในมือตอนนี้ต้องยอมรับว่าเราเหลือคนที่น่าจะพอช่วยเค้าได้อยู่ 2 คนโดย 1 คนชัดเจน อีก 1 คนยังงงๆ กับตัวเอง คงต้องถามเค้าหละครับว่า เค้าอยากมีรายได้เท่าไหร่เดือนนี้ แล้วให้ความเชื่อมั่นเนี่ยยังไงนะทั้ง 2 คนจะต้องมีรายได้มากกว่า 3,000 บาทในเดือนนี้แน่นอน งั้นเดี๋ยวมาวางแผนกันว่าต้องทำไงบ้าง D เนี่ยเป็นคนที่เอาจริงเอาจัง เค้ามีเป้าหมายอยากเป็น Bronze Star ในเดือนนี้ ส่วน E หลังจากเราไปคุยกับเค้าเริ่มเห็นความเป็นไปได้ บอกเดือนนี้ขอเรียกขวัญกำลังใจเป็น HB ให้ได้ เราก็บอกดีเลย เอาแผนผังเค้ามาดูแล้ววางแผนกัน จับมือกัน 3 คน ลุยเดือนนี้

เราบอก D เลย D เดือนนี้ฝั่งซ้ายนายอ่ะ เราจะช่วยสร้าง HB ใหม่ใต้ล่าสุดขององค์กรนายเอง ส่วนนายน่ะ เราว่านายอ่ะเรียนรู้ต่อเนื่องแล่ะเดี๋ยวเดือนนี้นายลองโฟกัสสร้าง HB ด้านขวาด้วยตัวนายเอง 1 จุด โดยไม่ต้องห่วงนะเราจะเป็นโค้ชให้ รับรองทำได้แน่นอน เดือนนี้นายจะเป็น Bronze Star เลยนะรายได้เกือบๆ 5,000 เลยหละ ส่วน E นายเองอยากให้กลับมาเรียนรู้ใหม่ที่ Center เดือนนี้นายจะได้สามารถออกไป SP เพื่อนๆ เข้ามาเป็นนักธุรกิจฝั่งขวานายไง ถ้านายทำได้เดือนนี้ 5 SV นายเป็น HB แล้วนะ เพราะอีกฝั่งเราจะช่วยนายกับ D ให้มี HB เอง แล้วยิ่งถ้านายนะเป็น HB ได้ไวก่อนวันที่ 20 เดือนนี้เราว่าน่ะ นายเองมีโอกาสมากๆ เลยที่จะเป็น Bronze star เหมือน D ได้ แต่เอาง่ายๆ ลองให้ด้านขวาของนายมีนักธุรกิจใหม่สัก 5 คนก่อน เดี๋ยวราจะไปช่วยนายเอง

เป็นไงครับจากนั้นเราจะมาดูคะแนนใหม่กัน ว่าเป็นไงบ้างหลังจากวางแผนกับทีมงาน D และ E เรียบร้อยแล้ว ได้คะแนนคร่าวๆ ใหม่แล่ะ ตามรูปเลย

ยังขาดอีก 5,000 จะถึง Gold Star และทำไงดีครับ อย่างท่บอกเลยถ้า E สามารถเป็น HB ได้ไวก่อนวันที่ 20 หรือสัก 25 ผมว่าโอกาสที่จะถึง 30,000 แต้มพอมี ถามว่าถึงได้ไง ถ้า E เป็น HB แล้ว วิธีง่ายๆ ที่จะให้เป็น Bronze Star คือให้ E หาลูกส่วนตัวอีก 1 คนที่ชัดเจนแล้วเค้าปิด SV placement ไว้ล่างสุดขององค์กรฝั่งขวา ถามว่าถ้าเป็นอย่างงี้ทำไงต่อ จากนั้นเริ่มไปหาคนข้างบนหรือโทรบอกว่าเค้ามีทีมงานแล้วนะและมีแต้มผ่านเค้า 1000 pv แล้วด้วยถ้าเค้านะสามารถไปแนะนำเพื่อนที่น่าสนใจ aimstar มาทำธุรกิจกันอีกฝั่ง ก็คือฝั่งซ้าย เค้าจะมีรายได้เดือนนี้ต่ำๆ ก็ 500 บาทแล่ะ แล้วไงครับโทรบอกคนข้างบนต่อ เล่าเรื่องราวแบบเดียวกันเค้ามีแต้มไหลผ่านเท่าไหร่ แค่ทุกคนสามารถไปแนะนำเพื่อนๆ ได้ 1 คนจะมีรายได้เกินขึ้นทันที 500 บาทเลย ถ้าทั้ง 5 คนฟังแล้วสนใจและไปแนะนำเพื่อนได้ ทำให้มีนักธุรกิจเพิ่มมาอีก 5 คนสรุป E เป็น Bronze Star เลยครับ เราเองถึง Gold ด้วย ^_^ สุดยอด

จึ๊กสุดๆ กับเนื้อหาใน House Meeting ที่สามพราน

9

Posted by admin | Posted in เรียนการเริ่มธุรกิจ | Posted on 17-02-2011

เพื่อนๆ เคยรู้สึกเหมือนผมไหมครับว่า จริงๆ เราก็เป็นคนที่พูดเรื่องราวเกี่ยวกับ aimstar ได้ดีคนนึง เวลาไป SP ก็มืออาชีพสุดๆ เรียกว่ามีเพื่อนๆ หรือเพื่อนๆ ทีมงานติดสอยห้อยตามเรามาเข้า center และ House Meeting ก็หลายคน แต่ทำไมพอเวลาผ่านๆ ไป เอ่ะ แล้วคนเหล่านี้เค้าหายไปไหน ทำไมเค้าเลิกไปแล้วหรือบางคนแรกๆ ไฟแรง มาอยากทำเอง ทำไมทำมาสุดท้ายท้อใจ ทนกับคำเสียดสีไม่ได้เลิกไปซะงั้น บางทีชวนคนเข้ามาผ่านไปแค่ไม่ถึงเดือนคนๆ นั้นโทรไปไม่รับซะแล้ว มีใครเป็นคล้ายๆ ผมบ้างไหมครับ ผมว่าต้องมีหละ

ผมเองนะครับเคยนั่งๆ คิดถ้าไม่นับลูกส่วนตัวผม 1 คนที่เป็น Platinum ไปแล้ว ทำไมผมติดตามแล้วทีมงานเรียกว่าหลับไปซะส่วนใหญ่ หลายๆ ครั้งผมมานั่งประมวลผมแล้วผมก็คิดว่าหรือว่าการติดตามผมมีปัญหา เอาจริงๆ นะครับผมเองมีลูกส่วนตัวในธุรกิจนี้นะ 32 คน ขนาดนี้จริงๆ มันน่าจะมีโอกาสไปรูบี้แล้วแน่ๆ แต่กลายเป็นเอ่ะทำไม 32 คนนี้ส่วนใหญ่ถึงไม่ค่อยได้ไปต่อใน aimstar จนฟ้าก็ประทานเทพบุตร ออกจะร่างท่วมหน่อยนึงมาแนะนำผมใน HM ที่สามพรานเป็นเนื้อหากับการติดตามทีมงานและการวางแผนประจำเดือน เรียกว่าผมอ่ะโดนใจสุดๆ เพราะขั้นตอนบางอย่างไม่ใช่ผมไม่รู้นะ แต่มักจะเกิดความเกรงใจ ไม่กล้าไปติดตามเพื่อนๆ หรือให้เงื่อนไข สุดท้ายเพื่อนก็ไม่มาเข้าระบบกัน =..=

ประเด็นสำคัญสำหรับการติดตามคนที่ดูท่าทีจะเป็น star ซะ 1 คน ง่ายๆ เลยครับขั้นแรก หลายคนพลาดไปแล้วคือ

  • นัดต่อให้ไว

ผมเองกลับผมว่าหลายครั้งๆ ที่ผมมักจะชอบพูดประโยคว่า ค่อยตัดสินใจก่อนก็ได้ครับ จริงๆ ประโยคนี้ไม่ผิดนะครับ แต่สำหรับคนที่คุณคิดว่าเค้าน่าสนใจสุดๆ อยากจะไป focus ต่อ คือคุณปรึกษา UL ว่าคนนี้หละหน่วยก้านดี น่าสนใจมากๆ สิ่งสำคัญคือ นัดต่อให้ไว ให้ไวนี่คือ ไม่ได้หมายถึงผ่านไป 1 อาทิตย์ พึ่งจะโทรกลับไปถามเค้าเป็นไงพี่ CD ok หรือป่าว ว่างๆ มานัดวางแผนงานกันต่อดีไหมครับ กลายเป็นเค้าหายตื่นเต้นเรียบร้อย ไม่ค่อยสนใจ aimstar แล้วซะเท่าไหร่ น้องโอ้บอกถ้าเป็นคนที่น่าสนใจ ควรจะนัดเลยภายใน 1-2 วัน ประเด็นคือ นัดมาทำอะไร =..= นี่แล่ะครับที่หลายคนสงสัย

  • นัดออกมาเพื่อเคลียแนวคิด หรือสิ่งที่ค้างใจบางอย่าง
  • เพื่อวางเป้าหมาย + สร้างเงื่อนไข

เชื่อเหอะครับว่าเพื่อนใหม่ๆ ของเราทุกคนโดยเฉพาะยิ่งถ้าเป็นลูกในธุรกิจของเราเอง เค้ามักมีข้อสงสัยในใจเสมอๆ ต่อให้นะดู CD หรืออ่านข้อโต้แย้งแล้ว จังหวะที่เรานัดต่อเค้าได้นี่แล่ะครับ ควรจะรีบเคลียร์ความคิดเค้า หรือข้อสงสัยเกี่ยวกับสินค้าเอย แผนธุรกิจเอย เรื่องง่ายที่สุดที่เราสามารถหยิบยกมาคุยกับเค้าได้คือ CD แน่นอนครับถ้าเรานัดต่อเค้าได้หลังจากผ่านไป 2 วัน สิ่งที่เราถามแบบสบายๆ คือเป็นไงบ้าง CD ที่ให้ไป OK หรือป่าว ถ้าเค้าบอกยังไม่ได้ดู บอกไงดีครับ ไม่เป็นไร ไว้นะคืนนี้กลับไปอยากให้นายดูหน่อยนึง รับรองจะเข้าใจเนื้อหาที่เราจะคุยกับนายวันนี้มากขึ้นเลย ส่วนถ้าดูแล้วเป็นไงครับ ประทับใจตรงไหนบ้างและที่สำคัญส่วนสุดท้ายของ CD Opportunity ที่พูดเกี่ยวกับระบบ นายว่าไงบ้าง นี่แล่ะครับสำคัญ สำหรับคนที่ดู CD แล้ว คำว่า “ระบบ” เค้าคิดเป็นไงพอเป็นไปได้หรือป่าว

หลังจากคุยเนื้อหาเกี่ยวกับ CD ผมว่าต่อไปนี้แล่ะครับ สำคัญพอกัน ถ้าเป็นเพื่อนใหม่ที่เราเป็นคนชวนมาเอง เราก็น่าจะลองถามเค้าว่า

  •  เอาจริงๆ นะแกคิดยังไงกับธุรกิจนี้บ้าง คือเราจะเป็นฝ่ายเหมือนยัดเหยียดความสำเร็จให้เพื่อนอย่างเดียวผมว่าก็ไม่ใช่ น่าจะลองเรียกว่าถามเค้าว่าเค้าเองอ่ะมีมุมมองศักยภาพของตัวเค้าเองสักขนาดไหน สมมุติถ้าเค้าบอกอืมพี่ว่าหลักแสนพี่ต้องทำได้แน่นอน เป็นไงครับคนนี้ โห star สุดๆ

แต่โดยส่วนใหญ่น่าจะบอกอืม แรกๆ นะได้หลักหมื่นก็ดีแล้ว เพื่อนๆ ว่าน่าจะเป็นไปได้ไหมครับว่า เออนะแรกๆ ขอหลักหมื่นไว้ก่อนก็น่าจะพอแล้ว เราถามเค้าไงต่อดีครับ ง่ายมากครับ ถามเค้าว่าเนี่ยเหลือเวลาอีกตั้ง 15 วันกว่าจะสิ้นเดือน เอาจริงๆ เดือนแรกแกคิดว่าอยากมีรายได้สักเท่าไหร่เดือนนี้เพื่อจะได้สามารถไปชวนเพื่อนๆ เดือนหน้าง่ายขึ้น คิดว่าเค้าตอบไงครับ อืม สัก 1000-2000 บาท ก็ดีแล้ว

  • อย่าลืมนะครับหน้าที่ของ UL ที่ดีคือ สามารถขยายฝันและให้ความมั่นใจได้ด้วย

เราบอกเลยครับ เอาจริงๆ นะแก เนี่ย 3 เดือน 10,000 บาทเป็นไปได้แน่นอน แต่ที่สำคัญเนี่ยวันนี้วันที่ 15 แล่ะ เรารู้จักใครหลายคนนะที่ทำ 10 วันเค้ามีรายได้ 2,000-3,000 บาทเป็นตำแหน่งที่ชื่อ HB ที่เราเคยเล่าให้แกฟัง เนี่ยเหลือตั้ง 15 วันเราว่านะ ด้วยศักยภาพของแกและประสบการณ์ของเรา เราว่านะเราช่วยแกได้รายได้เกิน 5,000 บาทได้แน่นอน  (เนี่ยแล่ะครับสร้างความมั่นใจ) เดี๋ยวเราวางแผนให้แกดู 3 เดือนได้รายได้หลักหมื่นทำไงตั้งเป้าหมายจากหลังมาหน้า เพื่อนคนถาม จริงเหรอว่ะ แกว่าไหวเหรอ เราบอกไงครับ ไหวชัวร์ ทำได้อยู่แล้วแต่มีเงื่อนไขความสำเร็จอยู่เดี๋ยวเล่าให้ฟัง สุดท้ายเรามักจะไม่ค่อยบอกเพื่อน คือ

  • ให้เงื่อนไข ในการประสบความสำเร็จ

ผมมั่นใจเลยมีเพื่อนๆ หลายคนไปชวนเพื่อน แล้วพอเราไปติดตามเค้าเราก็เกรงใจเหลือเกิน บอกเพื่อนๆ เออไม่เป็นไร center อ่ะไว้ว่างๆ แล้วค่อยมาก็ได้ แกงานเยอะเข้าใจ บ้านไกลด้วย ไว้สะดวกค่อยมาทำแล้วกัน =..= คิดว่า คุ้นๆ เราหรือป่าวครับ เพื่อนถามต้องมาประชุมป่าว บอกแบบมั่นใจ ไม่เป็นไร ไว้แกค่อยมาก็ได้ กลัวเพื่อนไม่สมัคร กลัวไม่ทำด้วย ผมว่าเนี่ยแล่ะ คิดผิด สุดๆ เอาจริงๆ นะครับคิดว่าชวนแล้วเค้าไม่มาเข้าระบบ เราติดตามยากไหมครับ ยากมากๆ แล้วคิดว่าติดตามยากโอกาสประสบความสำเร็จยากไหมครับ ยากพอกัน สุดท้ายเราเอาเวลาเราไปทำงานกับคนที่ไม่เข้าระบบ ไม่รับเงื่อนไข ยิ่งทำยิ่งเหนื่อย ยิ่งทำยิ่งท้อ กลายเป็น กอดคอกันเลิก !! แล้วเงื่อนไขอะไรเบื้องต้นหละครับที่เพื่อนเราน่าจะต้องรู้

  • เหนื่อยมากขึ้น
  • ต้องแบ่งเวลามาเรียนรู้ที่ center ทุกสัปดาห์ และงานต่างๆ ของกลุ่ม
  • เจอกับเราบ่อยมากขึ้น (นอกรอบ)
  • มีเราโทรไปหาบ่อยมากขึ้น

เชื่อเลยครับทุกอย่างที่ว่ามาเบื้องต้นทุกข้อเพื่อนเราน่าจะพอรับได้ยกเว้นข้อ 2 การมา center เพราะอาจจะติดคำว่า ไกล เลิกงานเย็น เหนื่อย ทานข้าวกับทีบ้าน เราเองควรจะอธิบายประโยชน์ของการมา center ให้เพื่อนเราเข้าใจตามรูปครับ

จากนั้นชวนเค้า list รายชื่อเลยครับ อยากจะไปแนะนำ aimstar ให้ใครรู้จักบ้าง เอาง่ายๆ ก่อนอายุระหว่าง 20-40 ปี พอจะมีเวลาว่างช่วง 18.00 – 22.00 น. หรือเป็นคนที่เค้าน่าจะตกใจแล่ะครับถ้ารู้ว่าเรามาทำ aimstar แรกเลยน่าจะมีรายชื่อสัก 20 คนเป็นอย่างน้อย ถามว่าทำไมครับ แน่นอนครับประสิทธิภาพในการนัดหมายก็อยู่กับจำนวนรายชื่อที่มากพอด้วย หลายๆ คนติดประเด็น การนัดหมาย จะนัดไงดี ผมว่าง่ายๆ เลยความจริงใจครับ หลายคนบอกเพื่อนๆ อ้อมๆ จนมาถึงเค้าถึงรู้ว่าเป็น aimstar สำหรับผมนะถ้าเราคิดว่าดีจะกลัวไรครับ บอกไปเลย aimstar ผมกลัวเพื่อนผมจะถาม อ้าวถ้าแกคิดว่าของแกดี ทำไมต้องหลอกมาฟังด้วย =..= จบข่าวเลย

ขั้นตอนต่อไปคือให้เค้าลองนัดหมายให้เราฟัง (ถ้าเป็นไปได้) เพราะว่าเราจะได้ลองฟังประโยคที่เค้าพูดกับเพื่อน และแน่นอนหากเพื่อนไม่รับนัดยังมีเราคอยให้กำลังใจเค้า ^^ สมมุตินัดได้แล้วสัก 5 คน แน่นอนเลยผมว่าช่วงอาทิตย์แรกๆ เนี่ยควรจะนัดให้ได้อย่างน้อยสัก 5 – 10 เคส เพื่อให้เค้าได้ออกไปทำงานกับเราแบบ 2-1 และเราเองได้ AAR พร้อมทั้งสอนทักษะบางอย่างเพิ่มให้กับเค้า อาทิเช่น

  • 5 บทบาท
  • why i join
  • 4 why

น้องโอ้บอกว่าการจะโฟกัสใครสักคน เราต้องให้เวลาอยู่กับเค้าเป็นอาทิตย์หรือสองอาทิตย์จนเรามั่นใจว่าเค้าสามารถออกไปทำงานเองได้แล้ว

  • สำคัญมากคือ การลงมือทำตามแผนงานที่วางไว้อย่างเคร่งครัด

เมื่อเราออกไปทำงานกับเค้า จนสุดท้ายสามารถพาเพื่อนใหม่เค้ามา center หรือ hm ได้ เราเองคือหาเวทีผลักดันเค้าขึ้นเวทีหน้าห้อง เพื่อให้เค้าเริ่มมีความมั่นใจ เมื่อเค้ามั่นใจสุดท้ายเค้าก็จะเริ่มเป็นผู้นำคนใหม่ขึ้นมา

  • เมื่อเค้าเป็นผู้นำแล้ว เราเองอาจจะไม่ได้ออกไปทำงาน 2-1 กับเค้าแล้ว แต่สามารถโทร AAR หรือนัดประเมินแผนงานตามช่วงระยะเวลาต่างๆ ตามร้านอาหารหรือร้านกาแฟได้
  • สุดท้ายเลยที่กล่าวมาทั้งหมดผมว่าคำนี้โดนใจมากๆ ครับ คือ “ความตั้งใจ” ของตัวเราเองในการทำ aimstar

การที่เราติดตามคน 1 คนให้เค้าเริ่มกลายเป็นผู้นำหรือเป็น star ดวงใหม่ใน center สุดท้ายมันอยู่ที่คำว่า ความตั้งใจของเรา ที่อยากจะช่วยหรือเอาใจใส่เค้าขนาดไหน

อยู่ระหว่างจัดทำ

ปะ ติด ฝัน ให้เป็นความจริงกันเต๊อะ

0

Posted by admin | Posted in เรียนการเริ่มธุรกิจ | Posted on 03-01-2011

น่าแปลกใจมากเลยครับ ผมตั้งใจมากๆ จะทำเนื้อหาในส่วนนี้จากการที่ผมไปใช้ใน House meeting มาแต่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาทางกลุ่ม Clover lucky เราได้มีกิจกรรมสุดยอดมากๆ กิจกรรมนึงเชื่อว่า ป่ะ ติด ฝัน เป็นกิจการที่ผมบอกเลยครับได้แรงบันดาลใจมากๆ และทำให้ DL UL หรือแม้แต่ SL ได้มีโอกาสทำความสนิทกันมากขึ้น เรียกว่าการทำงานก็จะเป็นกลุ่ม เป็นก้อนกันมากขึ้นจริงๆ ครับ หลายคนอาจจะงง กิจกรรมนี้มันเป็นยังไง ผมว่าใครหลายๆ คนนะครับน่าจะเคยมีโอกาสทำกิจกรรมใบเขียนฝัน หุหุ ที่ให้เขียนสิ่งที่เราอยากได้ลงไปเวลาทำ HM แต่วันนี้ครับเราจะเอาตัวอักษรที่เราเคยเขียนครั้งนั้น ทำให้เป็นรูปขึ้นมาเป็นไงครับฟังแล้วตื่นเต้นกันอ่ะป่าว ไม่ให้เป็นการเสียเวลา ^^ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

กิจกรรมนี้ง่ายมากๆ ครับ เพียงแค่เพื่อนๆ มีนิตยสารไม่ว่าจะเป็น นิตยสารรถ นิตยสารตกแต่งบ้าน หรือแม้แต่การท่องเที่ยว แฟชั่น อะไรก็ได้ครับที่เราชอบ นำมาร่วมกิจกรรมนี้ได้หมด ที่ขาดไม่ได้คือกระดาษแข็งใหญ่ๆ หน่อยเพื่อให้เราสามารถปะรูปหรือเขียนข้อความไปได้ จากนั้นอย่าลืมหากรรไกร และ กาวไว้ด้วย ^^

เริ่มต้นไม่ยาก เพียงแต่นั่งล้อมวงกับเพื่อนสนิทหลายๆ คน เอารูปรถที่ตัวเองชอบ รูปบ้านที่ตัวเองอยากได้ตัดมาให้พอดีกับความต้องการ จากนั้นแปะลงไปในกระดาษที่เตรียมไว้ บรรยายภาพไปด้วย 55 ยิ่งถ้าบรรยายได้ดีผมว่าอินสุดๆ แต่ที่ชอบมากๆ คือเราก็จะแอบเห็นความฝันของเพื่อนๆ เราด้วย สามารถมาแลกเปลี่ยนไอเดียกันได้ผมว่าสุดยอดมากๆ หลายๆ คนถามว่าอ้าวทำไมต้องทำกิจกรรมแบบนี้ด้วย คำตอบง่ายมากๆ ครับ ธุรกิจเครือข่ายเราลงทุนไม่เยอะ จากต่างธุรกิจอื่นๆ หลายๆ ธุรกิจเราเอาเงินเป็นที่ตั้ง ลงเท่าไหร่ได้ผลตอบแทนเป็นหุ้นส่วนเท่านั้น แต่ในธุรกิจเครือข่าย เราเอาฝันเป็นที่ตั้ง อยากได้อะไร อยากได้สิ่งไหน ผมว่านี่แล่ะคือแรงผลักดันที่จะทำให้เราออกไปลุยกับมัน

สร้าง profile ให้ตัวเองในช่วงเริ่มแรก

0

Posted by admin | Posted in เรียนการเริ่มธุรกิจ | Posted on 17-12-2010

ผมเชื่อว่านะครับ มีเพื่อนๆ หลายท่านเลยน่าจะเคยมีความคิดที่ว่า เนี่ยอยากจะพา UL คนนี้ไปช่วยเราสปอนเซอร์เพื่อนเราจัง เพราะรายได้เค้า หรือ profile เค้าน่าจะกระชากใจเพื่อนเราได้ ผมเองก็เคยคิดแบบนี้ในช่วงแรกๆ ที่เริ่มทำ aimstar แต่เมื่อวันที่ 10-12 ธ.ค. 53 กลุ่ม clover lukcy เราได้มีโอกาสกลับที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวกันเองภายในกลุ่มที่ genting ประเทศมาเลเซีย โดยมีน้องอู๊ดและน้องอิง Diamond Star ได้มีโอกาสมาแบ่งปันเรื่องราวงานนี้ ซึ่งผมว่าสุดยอด คือการสร้าง profile ให้ตัวเราเองโดยไม่ได้เน้นที่จำนวนเงิน ซึ่งคนที่พูดเองคือน้องอู๊ด ผมว่าสุดยอดมากๆ เลย

ถามว่าการที่เราจะสร้าง profile ให้ตัวเราเองได้น้องอู๊ดบอกว่าจริงๆ มันประกอบด้วยสิ่ง 3 สิ่ง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสิ่งแรกคือ

1. ความรู้

 

เพื่อนๆ ลองจินตนาการดูสิครับ หลายๆ ครั้งที่เราเริ่มเข้ามาทำ aimstar โดยคิดว่า เฮ้ยต้องรอนะรายได้เท่าโน้นเท่านี้ก่อน เราเองพึ่งนะเดือนแรกได้มา 1,500 เอง เพื่อนที่ทำงานรายได้ 20,000 บาทไม่กล้าไปชวนเพราะคิดว่ารายได้เราไม่น่าจะไปเปิดใจเค้าได้ จริงๆ แล้วเพื่อนลืมไปครับว่า ไม่ใช่รายได้เรื่องเดียวหรอกครับที่สำคัญ แต่ความรู้นี่แล่ะที่ผมว่าสุดยอดมากๆ ถ้าเพื่อนๆ นะครับเป็นคนที่มีข้อมูลพูดง่ายๆ ทำมาพึ่ง 2 อาทิตย์ เขียนแผนเองโคตรโปรเลย ผมว่าเพื่อนๆ แอบ งง เฮ้ย แกนี่เอาจริงขนาดนี้เลยเหรอ ข้อโตแย้งตอบได้อินมากๆ แน่นอนครับการตอบข้อโต้แย้ง ต่อให้นะครับเราเองอ่านชีทข้อโต้แย้งไป แน่นอนเลยมันต้องมีบางส่วนที่ไม่มีในนั้นแล้วเราตอบเพื่อนเราไม่ได้ แต่เชื่อป่าวครับ ถ้าเราเป็นคนที่ใส่ใจ อู๊ดบอกมั้นใจเหลือเกินเราจะกลับไปขวนขวายพยายามหาคำตอบ สุดท้ายคำถามนี้ถ้าเจอคราวหน้าก็จะสามารถตอบได้แน่นอน ความรู้นี่นอกจากข้อโต้แย้งแล้ว ยังรวมถึงสถิติที่น่าสนใจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าตลาดอุปโภคบริโภค หรือไรก็ตามที่เป็นส่วนประกอบในการพูดของเราน่าเชื่อถือ ผมว่าเพื่อนๆ ที่เราไปชวนสัมผัสได้แน่นอน นอกไปจากนี้ยังรวมถึงความรู้ในตัวสินค้าด้วย อาจจะเป็นการอ่านหนังสือ หรือค้นคว้าเพิ่มเติมเอง ผมว่าความรู้พวกนี้แล่ะ จะเป็นตัวกระชากใจเพื่อนเราจริงๆ ว่าเนี่ยเราเองเอาจริงนะ แล้วตั้งใจเรียนรู้ขนาดไหน

2. ความพยายาม

 

อันนี้บอกตรงๆ ว่า หลายคนแอบงงว่า ความพยายามมันเกี่ยวไรกับ profile เราด้วย หลายคนเคยคิดป่าวครับ เนี่ยอยากให้ทีมงานใจสู้มากกว่านี้จัง อยากให้อดทนอีกหน่อย เชื่อป่าวครับ ถ้าเราอยากให้เค้าเป็นแบบนั้น ผมว่าตัวอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคำสอน เราจะบอกให้เค้าทำได้ไงครับ ถ้าเราเองยังไม่เคยทำ น้องอู๊ดตอนแรกๆ ที่ผมเคยเจอน้องเค้าจำได้ว่าเค้าเคยบอกว่า เค้าเองป่วยหนักแต่วันนั้นทีมงานมีเคสตัวเองต้องนั่งมอไซด์เปียกฝนไปช่วยทีมงานสปอนเซอร์ แน่นอนเลยผมว่าทีมงานอู๊ดคนนั้นน่าจะสัมพัสได้เลยครับว่า UL เค้าพยายามขนาดไหน ทุ่มเทขนาดไหน ผมเองเคยครับ ขับรถไปพิษณุโลกตั้งแต่ตี 5 เพื่อไปเจอกลุ่ม DL คนนึง ทำหน้าที่เสร็จกลับรถมาที่ กทม. อยากนอนมากๆ แต่ตอนเย็นมีนัดเคสของทีมงานต่อ ผมเองบอกตรงๆ ว่าก็ขอลุยเต็มที่ เนี่ยและครับการจะสร้างความน่าเชื่อถือหรือสร้างใจให้ทีมงาน ผมว่ามันก็เริ่มที่ตัวเองด้วย บางคนบ้านไกล รถติด ก็ไม่มา center เราเองหละครับเป็นแบบนั้นหรือป่าว ถ้าเราไม่เป็นผมว่า เราสามารถเอาเรื่องแบบนี้แล่ะครับเป็น profile ของตัวเองได้เลย เช่น บ้านอยู่มีนบุรี แต่นั่งรถเมล์มาเรียนรู้ที่ center นานาไม่เคยขาด ผมว่านี่แล่ะครับสุดยอด profile เลย

3. ความสำเร็จ

 

พูดมาถึงตรงนี้หลายคนบอก อ้าวสุดท้ายก็จบด้วยเรื่องเงินๆ ทองๆ เหมือนเดิม แต่อย่างพึ่งด่วนสรุปครับ ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินที่เยอะหรือน้อย แต่อยู่ที่เพื่อนๆ เอาความสำเร็จที่ได้รับตั้งแต่ช่วงเดือนแรกๆ ไปขายให้เพื่อนๆ ฟังได้ยังไง เริ่มต้นจากแนวคิดบวกขอตัวเราเองเลย สมมุติเลยครับ เราได้เดือนแรก 2,300 เดือนที่สอง 4,000 เพื่อนเราเงินเดือน 5 หมื่นบาท หลายคนบอกใจแป้วแล่ะ คงชวนเพื่อนไม่ได้หรอก แต่ลองคิดกลับกันว่าเราสามารถเอาตัวเลขสองเดือนแรกไปบอกเพื่อนยังไงมากกว่า แน่นอนรายได้มันน้อยกว่างานประจำเค้าแน่ๆ แต่เราสามารถขายอัตราการเติบโตให้เพื่อนๆ เราได้นี่ครับ นี่แกดูสิทำมา 2 เดือน เดือนล่าสุดได้ 4,000 บาท แกลองคิดดูนะทำงานประจำรายได้กว่าจะขึ้นปีๆ นึง 2,000 บาท ก็ดีใจจะแย่แล้ว แต่แกดูการเติบโตสิแค่เดือนแรกเราก็มีรายได้มากกว่ารายได้ขึ้นของงานประจำทั้งปีแล้วนะ ที่สำคัญเดือนที่ 2 รายได้เรากระโดดขึ้นไปอีกกว่า 100% เลย แกคิดดูเนี่ยแค่ 2 เดือนแล้วถ้าทั้งปีหละ เรานะมั่นใจสุดๆ ภายในเวลา 12 เดือนเราสามารถสร้างรายได้หลักแสนแน่นอน เป็นไงครับผมว่าพูดแนวนี้ดูมีมิติแล่ะเพื่อนเห็นภาพความสำเร็จมากกว่าเยอะเลย ทั้งๆ ที่รายได้เราก็ไม่ได้เยอะแค่หลักพัน แต่ผมว่าสำคัญที่เราไปขายภาพความสำเร็จยังไงต่างหาก

^^ หวังว่าเพื่อนๆ ใหม่หลายคนที่มีปัญหาในเรื่องไม่ค่อยกล้าจะไปนัดเพื่อน เพราะแค่คิดว่าตัวเองมีรายได้น้อย ลองนะครับเอา 3 ข้อที่น้องอู๊ดบอกไปใช้ ผมว่าน่าสนใจมากๆ เลย

เทคนิคการเป็นผู้แชร์ประสบการณ์ที่ดี ควรทำอย่างไร

1

Posted by admin | Posted in เรียนการเริ่มธุรกิจ | Posted on 03-11-2010

เป็นเนื้อหาดีๆ นะครับที่ผมได้จากการไป camp gold star up ของกลุ่ม clover group และกลุ่ม together plus จัดร่วมกันเมื่อคราวโน้น โดยเนื้อหาในส่วนนี้น้องทอมเป็นผู้มาสอนเองเลย เกี่ยวกับการเป็นผู้พูดหรือ guest speaker ที่ดี ควรมีอะไรบ้าง โดยหลักๆ แบ่งเป็น 4 ส่วน เพื่อนๆ ลองอ่านและคิดตามไปด้วยนะครับ สมมุติว่าเราจะต้องขึ้นพูดบนเวทีใหญ่ๆ อย่าง VIP OPP, งาน The Winner หรือแม้แต่งาน Camp ของกลุ่มตัวเอง

1. แนนะตัวเอง

  • มีความสำคัญมากว่าเพื่อนๆ จะสามารถขายจุดเด่นของตัวเองยังไง โดยถ้ามาประยุกต์กับที่ผมเคยเรียนมาจากน้องหวายคือ ไม่ชีวิตที่เป็นอยู่มันดีสุดๆ ก็แบบมันแย่สุดๆ ไปเลย แล้วถึงจะมีจุดเปลี่ยน
  • แนะนำชื่อ ชื่อเล่นสั้นๆ อาชีด รายได้ ระยะเวลาที่ทำธุรกิจ aimstar มา
  • ปัญหาในการเริ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นไม่มีเงิน ไม่มีเวลา แฟนว่า แม่หวง ประมาณนี้ครับ คือไม่ดีสุดๆ แบบชีวิตดีสุดๆ ก็ให้แย่สุดๆ ไปเลย
  • สำคัญมากๆ จุดเปลี่ยน จุดเอะใจ จุดเปิดใจหรือสิ่งที่ทำให้เห็นความคุ้มค่าในการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นรู้สึกงานประจำตอบโจทย์ชีวิตเริ่มไม่ได้, ปีที่แล้วเงินเดือนทั้งปีขึ้น 200 บาท, เริ่มเจอวิกฤตในชีวิต หรือแม้แต่มองเห็นโอกาสพูดง่ายๆ มีวิสัยทัศน์ที่ดี
  • อยากเริ่มทำแล้ว แล้วจุดไหนที่ทำให้ตัดสินใจสุดๆ หรือตัดสินใจที่จะสำเร็จในธุรกิจ aimstar

2. วิธีการและแนวคิดในการทำ Aimstar

  • ใส่แนวคิดดีๆ ในการทำธุรกิจ aimstar ลงไป ไม่ว่าจะเป็น 3 คิด 3 ทำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ Center แต่ละที่ได้ทำการปลูกฝังอยู่แล้ว
  • คำคมต่างๆ เช่น “มองว่าธุรกิจนี้เป็น Asset” หรือแม้แต่คำคมขำๆ เช่น “ทำใจต้องใช้เวลา แต่ทำ aimstar ต้องใช้ระบบ” >..< สุดยอดเลยอันนี้ผมชอบมากๆ

3. การทำงานหนัก (ทำให้เกิดแรงหวี่ยงในองค์กร)

  • ยกตัวอย่างเช่น การทำธุรกิจในช่วงเริ่มแรก จำนวนคนที่ออกไป SP และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการออกไปทำเนื้องานอย่างหนัก
  • เล่าถึงเนื้องานประจำวัน อาจจะเป็นเดือนนี้วางเนื้องานยังไงบ้าง หรือแม้แต่เคสที่ออกไปทำแล้วประทับใจสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนตัวหรือของทีมงาน
  • การทำหนัก จนกระทั้งมาเจอผู้นำ ไม่ว่าจะเป็น SP ไปเกือบ 20 คนจนมาเจอคนที่เอาจริงๆ สุดและช่วยให้เค้าเป็น Gold star ทำให้เรา moving up เป็น Platinum
  • สรุปสิ่งที่เราเคยทำมา จนทำให้เราประสบความสำเร็จได้
  • การเจอปัญหา และการแก้ไขปัญหา เช่นโทรปรึกษา UL ตลอดตอนที่มีปัญหา การกรุปคนในองค์กรมานั่งคุยเกี่ยวกับทิศทางขององค์กร

4. ลำดับขั้นความสำเร็จ

  •  เป็นการเล่าลำดับขั้นง่ายๆ เช่นจำนวนเดือนที่ทำ รายได้แต่ละเดือน หรือแม้แต่จำนวนคนในงานต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น
  • สิ่งที่ได้รับอื่นๆ เช่นการท่องเที่ยว เวลา หรือแม้แต่การแบ่งปันความสำเร็จให้คนอื่นๆ
  • จบท้ายด้วยนิทาน หรือเรื่องราวเปรียเทียบดีๆ สักเรื่อง

เป็นไงบ้างครับ เนื้อหาการเป็นผู้แชร์ประสบการณ์ที่ดี ผมว่าเพื่อนๆ สามารถนำเนื้อหาอันนี้ไปประยุกต์กับการเรื่องราวการทำธุรกิจ aimstar ของตัวเพื่อนๆ เองได้แน่นอนครับ

8 รู้สำหรับการดูแลคนในที่ประชุม

1

Posted by admin | Posted in เรียนการเริ่มธุรกิจ | Posted on 13-10-2010

^^ ก่อนอื่นก็คงต้องออกตัวเหมือนทุกๆ ครั้งว่าเนื้อหาส่วนนี้เป็น การตกผลึกทางความคิดของว่าที่ไดมอนเดือนนี้ล้าน % คือน้องโอ้นั้นเอง น้องเค้าได้มาแชร์ประสบการณ์จากการที่เค้าทำเนื้องานมาว่า เนี่ยการดูแลคนในที่ประชุมไม่ว่าจะเป็นงานใหญ่ๆ เช่น the winner, VIP OPP, Camp หรือแม้แต่การเข้าคอร์สต่างๆ ที่จัดโดยกลุ่ม เราเองในฐานะที่เป็นผู้นำหรือเริ่มมีองค์กร จะดูแลองค์กรเรายังไง น้องโอ้ได้สรุปไว้ดีมากๆ ครับ ชื่อว่า 8 รู้ ในการดูแลคนในที่ประชุม

  1. รู้งาน: รู้ว่างานที่จัดเนี่ยคืองานอะไร เริ่มกี่โมง จัดที่ไหน ถ้าเป็นงาน vip opp ใครนะที่เป็นคนที่ขึ้นแชร์ประสบการณ์ เราจะได้สามารถโปรโมตเพื่อนๆ ใหม่ของเราก่อนได้ หรือแม้แต่การจัดคอร์ส training คอร์สนั้นจัดมาเพื่อใคร เช่น คอร์ส BTC เป็นสำหรับคนเริ่มต้นธุรกิจใหม่ๆ อันนี้ใครๆ ก็เข้าได้ แต่บางคอร์สมีเนื้อหาที่เข้มข้นเช่น คอร์ส Bronze up แล้วเพื่อนๆ หลายคนไม่รู้ดันไปพาเพื่อนใหม่ๆ มาซึ่งน้องโอ้บอกว่าบางทีมันก็ไม่ work เพราะเพื่อนๆ เรากลายเป็นอึ้งกับเนื้อหา มันต้องขนาดนี้เลยเหรอว่ะ ซึ่งผมว่าสำคัญจริงๆ ครับว่า เราควรรู้งานนี้ เหมาะกับใคร
  2. รู้เวลาที่เค้าควรมา: หลายครั้งที่เราเคยนัดเพื่อนๆ ใหม่มางานต่างๆ เช่น the winner หรือ vip opp เราเองรู้เวลางานเริ่มอยู่แล้ว แต่ชอบนัดเพื่อนๆ ตรงกับเวลาเริ่มงานพอดีเป่ะเลย น้องโอ้บอกว่า จริงๆ แล้วเราควรจะนัดเพื่อนๆ ใหม่มาก่อนเวลาสัก 45 นาที อย่างน้อยๆ จะได้เล่าเรื่องราวว่า เอองานวันนี้นะเค้าจะเจออะไรบ้างในงาน ที่สำคัญยังสามารถนำไปรู้จักเพื่อนๆ ในทีมหรือ UL คร่าวๆ ก่อนเข้างานได้ ^_^
  3. รู้ว่าเค้าติดปัญหาอะไร: น้องโอ้บอกว่าสำคัญมากๆ เพราะคนที่จะรู้จักคนที่เราพามามากที่สุดก็คือตัวเราเอง เราจะได้นำข้อติดขัดของเค้าไปถามนำกับ UL เพื่อเคลียแนวคิดอาจจะเป็นตอนหลังเลิกงาน หรือก่อนเริ่มงาน เช่นงาน VIP OPP ถ้ามีทีมงานพาเพื่อนใหม่มาให้รู้จักน้องโอ้ น้องโอ้มักจะชอบพูดว่า อย่าพึ่งรีบกลับนะครับ เดี๋ยวตอนเลิกถ้ามีข้อสงสัยอะไร เดี๋ยวจะได้มาเคลียร์กับผม พูดแบบนี้ไปผมว่าเพื่อนใหม่บางท่านฟังแล้ว มันก็เหมือนสัญญาใจเล็กๆ อ่ะครับว่า เออก็สัญญากับน้องโอ้ไว้ จะหนีกลับก่อนก็ไงก็ไม่รู้ > <
  4. รู้ที่นั่งของเค้า: อันนี้ผมว่าสำคัญเลย บางทีเราเองพาเพื่อนๆ มาคอร์สหรือมางานแล้วเราก็รีบส่งๆ เค้าไปนั่งโดยไม่ได้ใส่ใจว่า เอ เพื่อนเราเนี่ยนั่งข้างใคร ตรงไหน ถ้าเป็นผมเหรอครับ ผมมักจะให้เพื่อนๆ ใหม่ของผมนั่งหน้าเสมอๆ คือผมว่านั่งหน้าอ่ะได้เปรียบหลายๆ อย่าง มองก็ชัด บรรยากาศก็ตื่นเต้น มีโอกาสนะครับจับมือกับคนพูด ผมว่าสุดยอดเลย ยิ่งถ้าผมเองฝากฝังนั่งข้างๆ SL ที่มี profile คล้ายๆ เค้าแล้วให้เค้าได้มีโอกาสคุยกัน ผมว่าเยี่ยมมากๆ ^^
  5. รู้บรรยากาศ: คือน้องโอ้บอกว่าต้องหูไว ตาไวครับ ว่าเนี่ยตอนนี้เพื่อนๆ เราเค้าเป็นไงบ้าง ตัวอย่างง่ายๆ เลยครับพาเพื่อนใหม่ไปงาน the winner แน่นอนครับว่าเพื่อนๆ ใหม่อาจจะแอบหลับ เราเองอ่ะครับ ต้องหูไว ตาไวว่าตอนนี้เพื่อนเราเป็นไงบ้าง ไหนๆ เค้าก็มาแล้ว ผมว่าควรใส่ใจถ้าเห็นเค้าเริ่มจะหลุดบรรยากาศ เราเองต้องรีบดึงเค้ากลับมาเช่น ไกด์นำว่าสิ่งที่วิทยากรกำลังพูดอยู่เค้าต้องการสื่ออะไร หรือเล่าเรื่องราวเสริมเกี่ยวกับคนที่แชร์บนเวทีว่าพี่คนนี้เนี่ยเค้ามี profile ไรที่น่าสนใจอีก
  6. รู้ว่า After วงไหน: น้องโอ้บอกว่ามีหลายๆ ครั้งโดยเฉพาะที่ center เวลาเพื่อนเราพาคนใหม่มาสุดท้ายตอนเลิก เรามัก after โดยรวมเพื่อนในห้อง training ที่เป็นคนเก่าส่วนใหญ่กับเพื่อนๆ ใหม่ที่มาห้อง OPP น้องโอ้บอกเลยครับว่าควรแยกเป็นอย่างยิ่ง เพราะเนื้อหา 2 ห้องมันต่างกันโดยสิ้นเชิง การมา after รวมกันจะทำให้ไม่ได้ผลเต็มที่ เพราะเวลาตกผลึกกลายเป็นสิ่งที่ได้บางคนไม่ได้ฟัง สุดท้ายเค้าก็งง พูดเรื่องไรกันอ่ะ ที่สำคัญการ after อ่ะครับไม่จำเป็นหรอกครับที่จะต้อง after วงเพื่อนสนิทเรา ผมว่ามันจะเป็นการเยี่ยมมากๆ ถ้าเรามีโอกาสไป after วงของ SL ผมว่าบรรยากาศนะครับได้อีกแบบเลย
  7. รู้สื่ออะไรเหมาะกับเค้า: อันนี้ผมว่าหลายๆ คนเป็นครับ พาเพื่อนมา center ครั้งแรก ก่อนกลับมีการขายสื่อ CD ต่างๆ หลายคนอาจจะมือใหม่ บอกเพื่อน แกๆ นี่ก็ดี นั้นก็ดี กลายเป็นคืนนั้นเค้าซื้อสื่อไปร่วม 400 กว่าบาท =..= ผมว่ามันก็เกินไปอ่ะครับ เราเองแนะนำ CD บางอย่างงที่เหมาะกับเค้าเช่น เค้าสนใจสินค้า เราก็จัด CD สินค้าแนะนำเค้า เค้าสนใจแผนเราก็แนะนำ CD เขียนแผน หรือจะแนะนำหนังสือ Clover opportunity ว่าเนี่ยที่พี่ฟังห้อง OPP มามีสรุปอยู่ในนี้นะครับ =..= คงไม่ต้องนะครับ จัดทุกอย่างโดยเพื่อนเองคิดโหไมมาครั้งแรกต้องซื้อเยอะขนาดนี้เลยเหรอ ซึ่งบางทีมันก็ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้นครับ
  8. รู้จักเป็นห่วงเป็นใย: ข้อดีผมว่ามันสำคัญที่สุดในบรรดา 7 ข้อที่ว่ามาเลย หลายคนพาเพื่อนมาเรียนรู้ร่วมกัน พาไปงานโน้นงานนี้ หลังจากเลิกงานแล้วอ่ะครับ สักอีก 1 ชม. หลังจากแยกย้ายกันผมว่าลองนะครับ โทรไปหาเค้า ถามว่า แกๆ เป็นไงบ้างถึงบ้านหรือยัง เป็นไงบ้างรถติดหรือป่าว คือไม่ต้องพูดเรื่อง aimstar แล้วหละครับ เพราะเค้าเองก็เรียนรู้มาทั้งวันแล้ว ความรู้สึกห่วงใยนี่แล่ะครับผมว่าจะซื้อใจเพื่อนๆ เราและทีมงานหลายๆ คนได้เลย คิดง่ายๆ ครับ เราเองห่วงยอดหรือห่วงใยเค้า ^^

ขอบคุณเนื้อหาดีๆ จากน้องโอ้ พสุธร จุลโพธิ์ ว่าที่ไดมอนสตาร์ Q1 เดือนนี้ครับ

3 คิด 3 ทำ ในธุรกิจ Aimstar

2

Posted by admin | Posted in เรียนการเริ่มธุรกิจ | Posted on 18-08-2010

หัวข้อ 3 คิด 3 ทำเนี่ยเป็นหัวข้อที่ผมว่าหลายๆ ท่านน่าจะเคยฟังมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะเรื่อง 3 สร้างซึ่งเป็นหัวใจหลักในการสร้าง center เลยน้องทอมเป็นคนคิดขึ้นมา พอดีครับอาทิตย์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้รับความไว้ใจ 55 จากเพื่อนๆ ให้เป็นคนพูดช่วงเทคนิคเรื่อง 3 คิด 3 ทำ เลยอยากมาแบ่งปันเรื่องนี้ให้หลายๆ ท่านที่อาจจะยังไม่รู้หรือยังสงสัยว่ามันคืออะไรคำว่า 3 คิด 3 ทำ

เพื่อนเคยสงสัยไหมครับว่าทำไมคนที่ประสบความสำเร็จ พวกเค้าล้วนมีแนวคิดๆ คล้ายๆ กันหมดเลย ถามว่าเค้ามีแนวคิดยังไงถึงสำเร็จได้ สรุปรวมๆ เป็นคำว่า 3 คิดครับ ถ้าเราสามารถคิดได้แบบคนสำเร็จเค้าคิดกัน ผมเชื่อเหลือเกินว่าวันนึงครับถ้าเรายังอยู่ในเส้นทาง aimstar ต้องประสบความสำเร็จแน่นอน

1. คิดแรกคือ Business of your own : ธุรกิจ aimstar นี่คือธุรกิจของเราเอง เริ่มต้นจากตัวเรา ผมเองก็คงบอกได้เต็มปากเลยว่าตอนแรกๆ ที่ผมทำ aimstar ผมไม่เคยคิดว่า aimstar เป็นธุรกิจอะไรของผมเลยเหมือนกับว่า aimstar เป็นแค่งานหลังเลิกงานเพื่อหาตังใช้ไปแต่ละเดือน จนวันนึงครับผมฟังน้องหลินพูดเกี่ยวกับ aimstar ผมรู้สึกทำไม aimstar สำหรับน้องหลินมันช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน เป็นธุรกิจระดับ 1,000 ล้าน เท่ๆ cool cool เหมือนเราเป็นเจ้าของห้างเลยด้วยซ้ำ

ผมเลยลองเปลี่ยนแนวคิดตัวเอง ผมจำได้ผมเคยเปิดร้านเสื้อผ้าที่เมเจอร์ ยกตัวอย่างง่ายๆ ครับช่วงนี้ฝนตก แต่เชื่อไหมครับไม่ว่าจะฝนตก รถติด หรือป่วย ผมไม่เคยที่จะไม่ไปเปิดร้านที่เมเจอร์ตอนเย็นเลยซักครั้ง ถามว่าทำไม ก็เพราะผมคิดว่านีคือร้านผมอ่ะครับ อะไรจะเกิดขึ้นผมก็ต้องเปิดร้านให้ได้ กลับมาคิดถึงตอนทำ aimstar แล้วทำไมวันไหนฝนตก รถติด หรือเหนื่อยจากงาน แล้วผมรู้สึกไม่อยากไปทำ aimstar หละครับ ไม่ไปช่วยทีมงาน ไม่ออกไปสปอนเซอร์ไปเปิดโอกาสให้ผู้คน ทั้งๆ ที่ก็รู้ aimstar ทำแล้วจะมีรายได้เป็นแสนเป็นล้าน หลังจากคิดได้ครับผมว่าผมทำ aimstar สนุกกว่าเดิมเยอะเลย

2. คิดที่สองคือ Long term business ครับ : การทำ aimstar เป็นการลงทุนระยะยาว แน่นอนครับมีหลายท่านที่สามารถประสบความสำเร็จได้ในระยะเวลาอันนั้น แต่เชื่อเหลือเกินส่วนใหญ่แล้วเราก็ค่อยๆ ประสบความสำเร็จตามลำดับขั้นสอดคล้องกับที่เราตั้งใจทำ มีเพื่อนๆ หลายท่านเข้ามาทำ aimstar แล้วพอผ่านไป 1-3 เดือนก็เลิกทำ อยากให้เพื่อนคิดงี้ครับว่าธุรกิจ aimstar แน่นอนเป็นธุรกิจที่เราต้องอาศัยจำนวนคน ซึ่งแน่นอนเราอาจจะไม่สร้างได้ใน 1 วัน หรือ 1 เดือน แต่โชคดีสุดๆ ครับเราทยอยสร้างได้ ^_^ สามารถสะสมความสำเร็จไปได้เรื่อยๆ เหมือนการปลูกยางพาราอ่ะครับ ใช้เวลาเกือบ 7 ปีกว่าจะกรีดยางได้ แต่ถ้ากรีดได้แล้วต้นยางพาราสามารถยืนหยัดให้เรากรีดยางไปได้อีกเป็นสิบยี่สิบปี aimstar ก็เช่นเดียวกับวันนึงที่เราสำเร็จ อยากจะใช้เวลาสักนิด แต่สามารถส่งต่อไปได้ชั่วลูกชั่วหลานครับ

3. คิดสุดท้ายคือ Help people to help themselves : พูดง่ายๆ ก็คือการที่เราสามารถพัฒนาองค์กรของเราให้เติบโต โดยเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง วันนี้เราไม่อยู่ ไม่ว่าง ไม่สบาย ทีมเราก็สามารถเดินต่อไปได้ ทุกคนทำเนื้องานได้เหมือนกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ ครับ วันนี้เราไปสปอนเซอร์เพื่อนได้มา ผ่านไป 2 วันเค้าบอกเค้านัดหมายเพื่อนได้ เราว่าเราตื่นเต้นไหมครับ สุดยอดเลย แล้วเราก็ออกไปทำงานกับเค้า สปอนเซอร์ให้เค้าดู เขียนแผนให้ดู แต่ผ่านไปอีก 3 เดือนเพื่อนคนนั้นอ่ะครับยังต้องให้เราไปสปอนเซอร์ให้เหมือนเดิมอยู่เลย =..= ทะแม่งๆ ไหมครับ แสดงว่าวันนี้ถ้าเราไม่ว่าง ไม่อยู่ เค้าไม่สามารถทำอะไรได้เลย เรากลายเป็นคนที่ใช้ power of me มากกว่า power of network

หากเรามีทีมงานใหม่ๆ แน่นอนเราต้องลงไปสอนงานเค้าและให้เงื่อนไขด้วยว่าเราจะช่วยแค่ 3-5 ครั้งนะ หลังจากนั้นนายทำเองได้แล่ะ จากนั้นจัดคอร์สหรือ group กลุ่มย่อยกับ UL เราเพื่อเพิ่มเติมทักษะทีมงานต่อไปเรื่อยๆ เราเคยสังเกตุองค์ตัวเองป่าวครับว่ามีคนเขียนแผนได้แล้วกี่คน พูดแฟ้มได้แล้วกี่คน มีคนเป็น MC วง After ได้แล้วกี่คน หรือแม้แต่มีคนจัด HM เองได้แล้วกี่คน ถ้าคำตอบมันคือมีแค่เราคนเดียว ไม่ต้องสงสัยเลยครับว่าทำไมองค์กรเราถึงไม่โต แต่ก่อนเราอยากให้ทีมงานเราเป็นทีมงานที่ชอบเรียนรู้ แน่นอนเราต้องเข้ามาเรียนรู้ก่อน ถ้าเพื่อนๆ สามารถปลูกฝังแนวคิดนี้ลงไปในองค์กรได้ ผมมั่นใจครับยังไงก็โตแล้วก็เป็นการโตแบบมั่นคงด้วย

ผ่านไปกับ 3 คิดแล้วเป็นไงบ้างครับเพื่อนๆ ^_^ ได้แนวคิดดีๆ ไปปรับเปลี่ยนตัวเองบ้างป่าวครับ ต่อมาเรามาเริ่ม 3 ทำเลย 3 อย่างที่เราควรทำในการทำธุรกิจ aimstar

1. ทำแรก คือ เชื่ออัพไลน์ 55 หลายคนอ่านถึงตรงนี้ต้องบอกว่า ตรูจะไปเชื่อมันทำไม ไอ้เนี่ยเพื่อนเรา ไอ้เนี่ยรุ่นน้องเรา เรารู้จักมันดีไม่เห็นมันจะได้เรื่องอะไรเลย ทำไมเราต้องเชื่อ UL ด้วยโดยเฉพาะ UL ที่สำเร็จและอยู่ในบรรยากาศ พูดง่ายๆ ครับถึงเค้าจะเป็นรุ่นน้องหรือเพื่อนเรา แต่เค้าก็คือคนที่ทำ aimstar ก่อนเรา แน่นอนเลยเค้าต้องเข้าใจ aimstar ได้ดีกว่าเราแน่ๆ รวมถึงมีประสบการณ์สามารถบอกเล่าเรื่องราวหรือให้คำปรึกษาดีๆ ให้เราได้เสมอ

ยกตัวอย่างเพื่อนๆ คนไหนที่ชอบดูหนังจีน เกิดเราเป็นพระเอกอยากเป็นเจ้ายุทธจักรก็คงต้องไปเสาะหาอาจารย์เก่งๆ ให้เค้าถ่ายทอดวิชาให้ เดินไปถึงสำนักจะไปกรอกใบสมัครเลยได้ป่าวครับ ก็คงไม่ได้อาจารย์ก็คงไม่ต้อนรับเราก็นะทนสุดๆ นั่งคุกเข่ารอไปอีก 2 อาทิตย์จนอาจารย์เห็นความพยายามเปิดประตูรับเราเป็นศิษย์ จากนั้นได้ฝึกเลยป่าวครับก็ป่าวอีกอาจารย์บอกให้เราต้องฝึกพื้นฐานไปแบกน้ำ เสียบทรายอีก 3 เดือน เรายอมไหมครับ ก็ยอมอีกทำไมหละครับเพราะเรารู้ว่าถ้าเราทำตามอาจารย์บอกเราจะได้เคล็ดวิชาของอาจารย์มา สามารถเป็นเจ้ายุทธจักรได้ เหมือนกันครับ วันนี้ UL ก็คือครูคนแรกของเพื่อนๆ เลยเค้าอ่ะปรารถนาดีกับเพื่อนๆ อยู่แล้ว ผมเองแรกๆ ก็แกล้งๆ เชื่อครับแต่เพราะครั้งนั้นทำให้ผมมีวันนี้ไงครับ

2. ทำที่สองคือ ใช้สินค้า จริงๆ หลายๆ คนบอกว่ามันง่ายมากๆ ในการใช้สินค้าแต่เชื่อป่าวครับ มีเพื่อนๆ หลายท่านๆ หรือทีมงานผมหลายๆ คน เริ่มแรกเข้ามาทำ aimstar ตื่นเต้นสุดๆ ดู CD เข้างานต่างๆ เพียบเรียกว่าประกาศกัน 3 เดือนแสนยังมี แต่ผ่านไป 1 เดือนเค้าเหล่านั้นไม่รู้หายไปไหน โทรไปก็ไม่รับ ผมเองแรกๆ ก็งงนะ อะไรหว่า แต่ผมมมาสังเกตุได้ว่าคนเหล่านั้นที่หายไปทั้งๆ ที่เค้าดู CD เข้าบรรยากาศ เกิดจากเค้าไม่เคยได้ลองใช้สินค้าแม้แต่อย่างเดียวเลย พูดง่ายๆ เค้าไม่มีความประทับใจอะไรเกี่ยวกับ aimstar เลยก็ว่าได้ นี่แล่ะครับสำคัญ ถามเพื่อนใหม่ว่าแผนดีป่าว บอกตรงๆ เค้าก็ไม่รู้ครับ เค้ายังไม่ได้รับรายได้ทำเดือนแรก แต่สิ่งที่เค้าตอบว่าดีหรือป่าวได้ง่ายๆ ไม่ต้องรอสิ้นเดือนคือสินค้าไงครับ วันนี้หลังจากเราสปอนเซอร์แล้ว เรื่องการติดตามการใช้สินค้าผมว่าสำคัญมากๆ ไม่งั้นคนเหล่านั้นเค้าจะไม่ได้ทำตัวเป็นผลิตผลของผลิตภัณฑ์เหมือนที่คุณหมอบอก สุดท้ายก็ออกจากธุรกิจนี้ไปเพราะแม้แต่สินค้ายังไม่เคยได้ลองใช้เลย

3 ทำสุดท้ายสำคัญมากๆ คือการมาประชุม หลายคนอ่านถึงตรงนี้ร้องกรี๊ดดด 55 ไม่อยากไปเลยงานต่างๆ ต้องถามใจตัวเองครับงานไม่ว่าจะเป็นงาน the winner, VIP OPP, Camp, Center หรือแม้แต่ HM เรามองว่ามันเป็นภาระหรือเครื่องทุ่นแรงครับ ผมก็เคยไม่ชอบการมา center คิดว่าไร้สาระสุดๆ จนวันนึงผมพบว่ามันเป็นเครื่องมือที่สุดยอดเรียกว่าถ้าเราแค่เคลื่อนคนเราผ่านงานต่างๆ ได้ทีมเราก็สามารถเติบโตได้ง่ายๆ เหมือนทำงานแค่ 20 ได้ผล 80 โดยเฉพาะ center ที่เป็นสถานที่ที่เรียกว่าเราจะมาพบป่ะทีมงานหรือกลุ่มเราบ่อยที่สุดบางคนอย่างน้อยๆ 1 ครั้งต่อสัปดาห์เป็นสถานที่ที่ให้ทั้งแรงบันดาลใจ ความรู้ และการเปลี่ยนแปลงตัวเอง วันนี้ลองถามใจตัวเองดูครับสิ่งที่เรียกว่าที่ประชุมเพื่อนๆ คิดว่าเป็นเครื่องทุ่นแรงหรือภาระ ^_^